เกี่ยวกับกระทรวง

บริษัท ขนส่ง จำกัด

  • ประวัติ
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจ
  • ผู้บริหาร
  • อำนาจหน้าที่

ประวัติ บริษัท ขนส่ง จำกัด

   การขนส่งโดยรถยนต์และรถโดยสารในประเทศไทย เริ่มครั้งแรกหลังจากเปิดการเดินรถไฟสายแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ราว 2-3 ปี เมื่อรถยนต์จากยุโรปคันแรกได้นำเข้ามายังประเทศไทย รถยนต์คันนี้เป็นของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เข้าใจว่าคงจะมีฝรั่งนำเข้ามาจากยุโรปแล้วเอามาขายต่อ ลักษณะของรถยนต์นี้นัยว่า ใช้น้ำมันปิโตเลียมต้องจุดไฟลักษณะคล้ายเตาฟู่ รูปร่างคล้ายรถบดถนน มีที่นั่งสองแถวมีหลังคาเป็นประระล้อยางต้น ซึ่งทั้งนี้ทำให้สงสัยว่าจะเป็นรถที่ใช้เครื่องสตีมหรือไอน้ำมากกว่า และในที่สุดก็ใช้การอะไรจริงจังไม่ได้ ต้องทิ้งให้เหลือแต่ซากและสูญสิ้นไป ต่อมากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นผู้นำรถยนต์จากยุโรปเข้ามาเป็นคันแรก แล้วได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้มีพระบรมราชโองการให้สั่งซื้อรถยนต์แบบใหม่ ๆ ของสมัยนั้นเข้ามาอีกหลายสิบคัน เพื่อพระราชทานแจกจ่ายแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต่อมาในปี พ.ศ.2451 ได้มีรถโดยสารประจำทางขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นของพระยาภักดีนรเศรษฐ ผู้ให้กำเนิดรถเมล์ขาวเดินรับส่งผู้โดยสารจากประตูน้ำ สระปทุม กับบางลำภู นับได้ว่าเป็นการเริ่มทำการขนส่งด้วยรถโดยสารขึ้น ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการจราจร เพราะแต่เดิมถนนมีขนาดเล็กเหมาะสำหรับรถลากจูงและ เทียมม้ากับรถส่วนบุคคลพอมีรถโดยสาร ทำให้ถนนที่มีขนาดความกว้างไม่สัมพันธ์กับตัวรถโดยสาร จึงทำให้ถนนแคบลงและเกิดอุบัติเหตุอยู่เนือง ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงตราพระราชบัญญัตรถยนต์เป็นฉบับแรกขึ้นเมื่อ ร.ศ.128 ขึ้นตรงกับ พ.ศ.2453 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางระเบียบการเดินรถและขับรถขึ้นไว้ และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ร.ศ.129 หรือ พ.ศ.2454 เป็นต้นมา

   ในระยะต่อมาได้มีการพัฒนาถนนอย่างมากมายรอบ พระนครตลอดจนได้มีการพัฒนาทางด้านรถยนต์มากขึ้นประชาชนและผู้มีฐานะดี จึงหันมานิยมการสัญจรด้วยรถยนต์กันมากและมีผู้เล็งเห็นประโยชน์ในการเดินรถทางสัญจรไปมา จึงได้มีกลุ่มบุคคลรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทขึ้นสั่งรถยนต์ทั้งส่วนบุคคลและรถโดยสารเข้ามา ในประเทศมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นทางราชการจึงได้ตราพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473ขึ้นเพื่อใช้บังคับให้มีการจดทะเบียนรถยนต์แสดง ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของรถยนต์ พร้อมกันนั้นก็ใช้บังคับให้เจ้าของรถยนต์ เสียภาษีในการมีรถยนต์ให้แก่รัฐ

   ใน พ.ศ.2473 นี้เอง ได้มีกลุ่มนักธุรกิจเอกชนกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งบริษัทเดินอากาศ จำกัด ขึ้นมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Aerial Transport of Siam Company Limited เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2473 ประกอบด้วยผู้ริเริ่มดัง นี้ 1) พระยาเชาวนานุสถิติ (เชาว์ อินทุเกตุ) 2) พระยาภิรมย์ ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร์) 3) พระยาภักดีนร เศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร์) 4) นายกิมพงษ์ ทองธัช 5) นายอี รอนเลซ (E. Ronlez) 6) นายอ๊อตโต เปรก เกอร์ (Otto Preagor) 7) นายเอชยี โมโนด์ (H.G. Monod)

   โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ ตึกนภาวิถี สี่พระยา ถนนฮ่องกงเซี่ยงไฮ้แบงค์ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการบริหารบริษัทฯ ชุดแรกประกอบด้วย 1) พระยาเชาว นานสถิติ (เชาว์ อินทเกตุ) เป็นประธานกรรมการ 2) พระยาภิรมย์ภักดี 3 ) พระยาภักดีนรเศรษฐ 4 ) นายอ๊อตโต เปรกเกอร์ 5) นายเอซ คริสเตียนเสน 6) นายกิมพงษ์ ทองธัช 7)นายอาร์ บี แจ๊คสัน เป็นกรรมการผู้จัดการ มีทุนจดทะเบียน 600,000 บาท โดยแบ่งออกเป็นหุ้นจำนวน 6,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ชำระครั้งแรกหุ้นละ 25 บาท เป็นเงินดำเนินกิจการเริ่มแรก 150,000 บาท ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ใหญ่ ๆ 2 ประเภท ได้แก่กิจการบินพาณิชย์ กิจการเดินรถ โดยได้เปิดสายการบินพาณิชยเป็นครั้งแรกภายในประเทศ ไทย ได้ทำการก่อสร้างสนามบินและท่าอากาศยานขึ้นณ บริเวณต่าง ๆ ที่เปิดสายการบินไปถึง นอกจากนี้ยังมีสนามบินน้ำอีก 2 ที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี กับที่สนามบินน้ำปากเกร็ด จ.นนทบุรี แล้วย้ายไปยังสนามบินน้ำคลองเตยเมื่อปี 2489 เครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินแฟร์ไชลดด์และยี่ห้อพุสมอส ใช้อักษร ขส. นำหมายเลขข้างตัวถังเครื่องบิน ในช่วงนี้ เครื่องบินของบริษัทฯ ใช้เครื่องหมายรูปช้างสามเศียร สีแดงนอกจากนี้เป็นตัวแทนสายการบินพาณิชย์ต่างประเทศทำหน้าที่เก็บ ค่าการบินพาณิชย์ต่างประเทศ เพราะสัมปทานการบินพาณิชย์ที่รัฐบาลไทยให้ไว้แก่บริษัทการบินพาณิชย์ต่างประเทศนั้น มีเงื่อนไขในสัญญาว่า เมื่อสายการบินพาณิชย์ต่างประเทศ ได้รับสัมปทานให้ทำการบินในประเทศไทยได้แล้วจะ ต้องให้บริษัทเดินอากาศจำกัดของไทย เป็นตัวแทนให้แก่บริษัทการบินพาณิชย์ ต่างประเทศนั้น ๆ

   สำหรับกิจการบินพาณิชย์นอกประเทศ บริษัทฯ ได้รับนโยบายจากทางราชการให้เปิดสาย การบินไปต่างประเทศได้แก่ โซนัน(สิงค์โปร์) ย่างกุ้ง ไซ่ง่อน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะญี่ปุ่น เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุม ไปทั่วภาคพื้นทวีปเอเซีย

   กิจการด้านการเดินรถในระยะเริ่มแรก ได้เปิดกิจการควบคู่กับการบินพาณิชย์ โดยเปิดการเดินรถจากหัวลำโพงไปยังดอนเมือง รังสิต และท่าช้างวังหลวงไปยังสนามบินน้ำ จ.นนทบุรีผลจากการดำเนินการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อาจจะเป็นกิจการใหม่ประชาชนหันมานิยมใช้บริการกันมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2479 จนถึง 2482 ประเทศไทยได้เข้าฝรั่งเศส ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะสงครามอินโดจีน ผู้ซึ่งเป็นชนชาติอังกฤษ เช่นเช่น นายอาร์บี แจ็คสัน และผู้ก่อตั้งสัญชาติอังกฤษ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ เป็นผลให้ในปี พ.ศ.2482ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากบริษัทเดินอากาศ จำกัด เป็นบริษัท ขนส่ง จำกัด

   เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ขนส่ง จำกัด แล้วก็ยังใช้ชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดิม คือ Aerial Transport of Siam Company Limited เปลี่ยนผู้จัดการเป็นพระยาเชาวนานุสถิติ (เชาว์ อินทุเกตุ) จากปี พ.ศ. 2482-2484 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้เริ่มขึ้นจากประเทศยุโรปและลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกในทวีปอาเซีย ญี่ปุ่นยกกำลังเข้ายึดครองประเทศต่างๆ ทั่วทวีปอาเซีย รวมทั้งได้ยกพลขึ้นบกเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ภาวะสงครามได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกิจการของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการบิน

   การเดินรถในสภาวะสงคราม ไม่สามารถจัดการเดินรถได้ตามปกติ เพราะรัฐบาลได้ให้รถ สนับสนุนทางราชการ โดยเฉพาะรับ-ส่ง คณะกรรมการรับมอบดินแดนบางส่วนคืนจากประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2484; จำนวน 8 คัน และในปี พ.ศ. 2485 บริษัทได้รับมอบรถโดยสาร จำนวน 25 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยตีราคาทรัพย์สินเป็นหุ้นในบริษัท ถึง 160,000 บาทเป็นจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้นละ100 บาท โดยบริษัทออกใบหุ้นให้สำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์เป็น ผู้ถือส่วนรถโดยสารทั้งหมดนำไปเดินเส้นทางจากศาลาเฉลิมกรุง กรุงเทพมหานคร ไปยังสมุทรปราการ บางปู บางปะกง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สัตหีบ ระยอง กับได้รับมอบนโยบายเปิดการเดินรถในจังหวัด ที่ประเทศไทยได้รับมอบดินแดนคืนจากประเทศเขมร ได้แก่สายอรัญประเทศไปพระตะบอง อรัญประเทศ พิบูลสงครามไพรีระย่อเดช โดยบริษัทฯ เช่าสถานีในเขตจังหวัดพระตะบองเป็นที่ ทำการเดินรถนอกจากนี้ในช่วงดังกล่าว บริษัทฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ทำการเดินรถขึ้นอีก 3 สาย คือสายกรุงเทพมหานคร ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบูรณ์ไปตะพานหิน ทางแยกวังชมพู ไปหล่มเก่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงของสงครามบริษัทฯ ไม่สามารถจะจัดรถเดินตามปกติได้ เพราะต้องนำรถโดยสารบางส่วนไปช่วยสนับสนุนทางราชการ ดังได้กล่าวมาแล้ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบกระเทือนเฉพาะด้านการเดินรถ จนไม่สามารถดำเนินกิจการได้เพราะ น้ำมันขาดแคลนต้องจ้างบริษัทบางกอกด๊อก จำกัด ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์ เพื่อใช้ถ่านแทนน้ำมัน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ปัญหาเรื่องยาง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ขาดแคลน เพราะเป็นภาวะหลังสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำ เครื่องอุปโภคมีราคาสูงรายได้ประชากรต่ำลง ดังนั้นในปี 2498 บริษัทฯ ได้แจ้งสถานการณ์ของบริษัทฯ ไปยังทางราชการพร้อมทั้งเสนอความเห็นขอรับความช่วยเหลือต่อทางรัฐบาลข้อเสนอของบริษัทฯ ไม่ได้ตอบสนองจากทางรัฐบาลเพราะรัฐบาลเองก็ประสบปัญหาในการกอบกู้ประเทศ ดังนั้น เมื่อสุดที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะกิจการบินต้องหยุดโดยเด็ดขาดจากภาวะสงคราม กิจการเดินรถก็มีผลกระทบเช่นเดียวกันจนไมสามารถดำเนินการได้ จึงให้คงสัมปทานไว้เพียง 2 สาย คือสายกรุงเทพมหานคร (หัวลำโพง) ไปรังสิตและกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้รถโดยสารที่เหลือพอซ่อมออกเดิน ได้เข้าเดินเพื่อรักษาเส้นทางคมนาคมไว้ และพร้อมกันนี้ก็ปลดพนักงานแทนการเลิกกิจการ โดยพิจารณาระบายพนักงานและช่างออกร้อยละ 70 ของพนักงานทั้งหมด และในปีเดียวกันนี้เอง ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากตึกนภาวิถี สี่พระยา ไปอยู่กรมการขนส่ง กระทรวงคมนาคมท่าช้าง วังหน้า ติดกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (ปัจจุบันเป็นโรงละครแห่งชาติและวิทยาลัย นาฏศิลป์) ส่วนแผนกการบินก็ยังอยู่ที่ตึกสภาวิถี สี่พระยา ตามเดิม ต่อมาในปี พ.ศ.2488 ย้ายสำนักงานใหญ่จาก กรมการขนส่งทางบกไปอยู่ที่ตึกนภาวิถี สี่พระยาอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2489 ย้ายสำนักงานทั้งหมดไปรวมอยู่ที่แผนกเดินรถหลังศาลาเฉลิมกรุง และย้ายสำนักงานใหญ่จากหลังศาลาเฉลิมกรุงไปอยู่เลขที่ 196-198 ท่าช้างวังหลัง ถนนหน้าพระลาน อ.พระนคร จ.พระนคร ในปี พ.ศ.2490 และในปีเดียวกันนี้ได้ยุบเลิกกิจการการบิน (ต่อมาภายหลังตั้งเป็นบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด ในปัจจุบัน) ให้บริษัท้ขนส่ง จำกัด ควบเข้ากับบริษัทเรือไทย จำกัด ทำการเดินรถและเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาในปี พ.ศ.2490 เป็นต้นมา

   เมื่อกิจการเดินเรือและกิจการเดินรถได้ควบเป็นกิจการเดียวกันตามนโยบายของทางราชการ ปรากฏว่าบริษัทเรือไทยได้พ่วงหนี้สินติดมาด้วยส่วนบริษัทขนส่ง จำกัด ก็มีหนี้สินเดิมอยู่เมื่อรวมหนี้สินเข้าด้วยกันแล้ว เป็นยอดรวมถึง4,934,487.56 บาททั้งนี้ บริษัททั้งสองได้เสื่อมโทรมมาจากภัยสงคราม เป็นผลให้การดำเนินกิจการและสถานะทาง การเงินของบริษัททรุดหนัก ต้องปลดพนักงานออกอีกระลอกหนึ่ง จำนวน 84 คน เมื่อ พ.ศ. 2490

   เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2492 บริษัทฯได้รับความยินยอมจากรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ให้กู้เงินจากธนาคารออมสินได้ 10 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินรายนี้ให้บริษัทฯ จึงได้ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารออมสิน 8 ล้าน 5 แสนบาท ส่วนยอดเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ที่ยังเหลืออยู่ 1 ล้าน 5 แสนบาท จึงจะครบ 10 ล้านบาท

   ต่อมาในวันที่ 3 ก.พ.2496 บริษัทฯ ได้กู้เงินจากธนาคารออมสินเพิ่มอีก 15 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อขยายกิจการเดินรถประจำทาง และได้นำเงิน 12 ล้านบาท ไปซื้อรถโดยสารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ 2 ชนิดคือ อีซูซุ 30 คัน เซ้ดดอน 50 คัน รถใช้สอย คันรวม 86 คัน เงินที่เหลืออีก 3 ล้านบาท ได้จัดซื้ออุปกรณ์การซ่อมเครื่องอะไหล่สร้าง โรงเก็บรถสร้างที่อยู่ เจ้าหน้าที่ จัดหาที่ดินบูรณะอาคารที่จำเป็นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

   ในช่วงปี 2493 ถึง 2501 กิจการเดินเรือเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบจากการสร้างเขื่อนชัยนาท เป็นผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาบางตอน ตื้นเขิน เรือเดินไม่สะดวก รวมทั้งในช่วงดังกล่าวกฎหมายเปิดโอกาสให้ เอกชนสามารถลงทุนต่อเรือโดยสารเดินตามลำน้ำต่าง ๆ ได้โดยเสรีเป็นผลให้เรือของบริษัทฯ ซึ่งมีอายุใช้งานมานานและเริ่มล้าสมัย ในที่สุดจำเป็นต้องหยุดกิจการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา

   แม้ประชาชนและผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น ขอให้เปิดทำการเดินเรือต่ออีก โดยร้องเรียนผ่านทางรัฐบาล แต่บริษัทฯ ก็ไม่สามารถสนองต่อนโยบายของรัฐได้เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อม ค่าอะไหล่สูงขึ้น และของบางอย่างหาได้ยากในท้องตลาดเพราะเรือมีอายุใช้งานเกินกว่า 10 ปี ขึ้นไปรวมทั้งมีเรือเอกชนที่ทันสมัยกว่าออกมาเดินรับ-ส่งผู้โดยสาร ด้วยกำลังที่สูงกว่าจึงเป็นผลให้ต้องหยุดดำเนินกิจการโดยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2501 แล้วขายเรือทั้งหมดคงเหลือแต่เพียงเรือ "มหาราช" เพียงลำเดียวไว้เป็นอนุสรณ์ของบริษัทฯ และให้เช่าทัศนาจรในเวลาต่อมา และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ ในวันที่ 5 ธ.ค. 2542 ประกอบกับการที่พระองค์ ทรงเห็นคุณค่าของการศึกษาทรงมี พระราชประสงค์ให้พสกนิกรของพระองค์ได้รับการศึกษา อย่างทั่วถึงร่วมกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการเรือห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมถวายเป็นราชสักการะ เนื่องในพิธีมหามงคล 2542 นี้ โดยพิธีส่งมอบจัดขึ้น ณ อู่กัปตัน เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ 22 ธ.ค.2542

   การเดินรถก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีการจัดซื้อรถมาทดแทน คงใช้รถเก่าเดินตามเส้นทางต่าง ๆ รวม 7 เส้นทาง ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูงสุด และรถบางคันไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะนำออกบริการประชาชน ซึ่งต้องปลดระวาง ทำให้รถมีจำนวนน้อยลงไม่เพียงพอบริการ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ช่วงปี 2490 จนถึงปี 2501 บริษัทฯ ประสบกับการขาดทุน และไม่สามารถหาเงินมาชำระ ให้แก่ธนาคารออมสินได้ทำให้เงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 40 ล้านบาทเป็นผลให้รัฐบาลชุด คณะปฏิวัติที่เข้ามาบริหารประเทศในปี 2501ทำการปรับปรุงกิจการใหม่ โดยเปลี่ยนกรรมการบริษัทฯ

   ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ได้มีผู้นิยมลงทุนกันจัดเป็นรูปบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจการขนส่งด้วยรถโดยสาร จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่าง ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในรัศมีไม่เกิน300 กิโลเมตร สำหรับในกรุงเทพมหานครนั้นก็มีผู้ประกอบการถึง 28 รายได้รับสัมปทานเดินรถโดยสาร ส่วนในต่างจังหวัดทางราชการยังมิได้มีการกำหนดเส้นทางสัมปทาน และควบคุมการเดินรถนี้เองทำให้ผู้ประกอบ การทำการแข่งขันกันจนเป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ตลอดเวลานอกจากนั้นที่สำคัญ การดำเนินการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือที่เรียกว่าพวกบุคคลอันธพาล ที่คุมการเดินรถและเรียกเก็บผลประโยชน์ค่าคุ้มครองจากเจ้าของรถ หรือผู้ประกอบการทุกแห่ง ปัญหาเรื่องบุคคลเป็นภัยของสังคมหรือบุคคลอันธพาลเหล่านี้ จึงเป็นปัญหาของสังคมไทยช่วงปี 2490-2501 ในที่สุดผู้บริหารประเทศในขณะนั้น จึงทำการกวาดล้างบุคคลดังกล่าว และจับกุมข้อหาบุคคลที่เป็นภัยของสังคมจนหมดสิ้น เมื่อ พ.ศ. 2502 ปรากฎว่าอุบัติเหตุซึ่งเกิดจากรถยนต์รับ-ส่งผู้โดยสารต่างจังหวัดมีมากขึ้น เนื่องจากประชาชนนิยมซื้อรถยนต์จากผู้ขายก็สามารถซื้อได้ด้วยการผ่อนส่ง เมื่อจำนวนรถมีมากเกินความจำเป็น ก็เป็นเหตุให้มีการวิ่งแย่งรับส่งผู้โดยสารด้วยการขับรถเร็ว และขับแซงเพื่อมุ่งไปแย่งรับคนโดยสารในจุดข้างหน้าจึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุอยู่เสมอ รัฐบาลในสมัยปฏิวัติจึงได้มอบหมายนโยบายการจัดการเดินรถ โดยให้ บขส. เป็นแกนกลางดำเนินการรวบรวมรถโดยสารของเอกชนเข้ามาร่วม จึงเป็นจุดเริ่มแรกของการมีรถร่วมพร้อมทั้ง รัฐบาลได้มอบสัมปทานแก่ บขส.เพื่อควบคุมการเดินรถในเขตสัมปทานรวม 25 จังหวัด เหตุที่ควบคุมเพิ่มขึ้นเพียง 25 จังหวัด ก็เพราะขณะนั้นอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของ บขส. และเจ้าหน้าที่ทางราชการ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบยังมีน้อย จึงได้เลือกควบคุมเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีรถยนต์วิ่งจากกรุงเทพฯ ออกไปยังจังหวัดนั้น ๆ ก่อนคือภาคเหนือไปสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ ภาคใต้ไปสุดที่จังหวัดชุมพรภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปสุดที่นครราชสีมา ภาคตะวันออกไปสุดที่จังหวัดปราจีนบุรี และภาคตะวันออกสายเลียบชายฝั่งทะเลไปสุด ที่จังหวัดตราด

   เมื่อได้พิจารณาเส้นทางดังกล่าวนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละเส้นทาง จะต้องใช้รถยนต์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คัน จึงจะเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน และจากผลการสำรวจของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งได้ออกไปทำการสำรวจก่อนที่จะได้มีการควบคุมนั้นปรากฏว่าบรรดา รถยนต์ที่มีวิ่งอยู่เดิมส่วนมาก เป็นรถของเอกชนคนละคันสองคัน และก็ไม่มีผู้ใดที่มีรถของตนเองมากเกิน 100 คันพอที่จะรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบการสายใดสายหนึ่งได้ ถ้าจะอนุญาตให้ทุกคนที่เดินอยู่เดิมเป็นผู้ได้รับอนุญาต การแข่งขันและแก่งแย่งก็คงมีอยู่อย่างเดิมการ ประกาศควบคุมก็จะไม่มีความหมาย ตราบใดที่ผู้ประกอบการยิ่งมากราย การควบคุมก็ยิ่งลำบาก ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลตามเจตนารมย์ของกฏหมาย จุดมุ่งหมายของการควบคุมก็เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง สามารถจะดำเนินกิจการให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยเท่าที่ควร แต่ทางราชการไม่มีความประสงค์ที่จะไปตัดอาชีพ หรือแย่งอาชีพของเอกชนที่เดินอยู่เดิมแต่ประการใด ประกอบกับขณะนั้น บขส.ก็ได้มีรถยนต์ของตนเดินอยู่ในเส้นทางบางเส้นทางอยู่แล้ว เพื่อตรึงอัตราค่าโดยสารไม่ให้สูงเกินสมควรตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งถ้าหากจะให้ บขส. เป็นผู้ได้รับอนุญาตมีเงื่อนไขให้ต้องยอมรับรถโดยสารของเอกชนที่เดินอยู่ก่อน ควบคุมได้เดินร่วมในนามของ บขส. ได้ ถ้าการเข้าร่วมเดินเกินกว่าความจำเป็นที่ บขส.จะต้องพึงจ่ายในการให้ร่วมนี้ ซึ่งประมาณแล้วไม่เกิน 5% ของรายได้รวมของรถแต่ละคัน เพราะปรากฏจากผลการสำรวจของเจ้าหน้าที่ว่าเอกชนที่เดินอยู่เดิมส่วนมากก็ต้อง เสียผลประโยชน์ให้แก่บุคคลหรือคณะบุคคลที่มาควบคุมรถของเอกชนนั้นอยู่แล้วประมาณ 15% ของรัฐได้ ซึ่งถ้าหากจะต้องเสียให้แก่ บขส. ไม่เกิน 5% บรรดาเจ้าของรถก็คงพอใจเพราะได้เสียน้อยลงและอีกประการหนึ่ง บขส. เป็นบริษัทของรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมถือหุ้นอยู่เกือบ 100% หากบริษัทดำเนินการไม่เป็นไปตามนโยบายที่กระทรวงคมนาคมมอบหมาย หรือสั่งการไว้ กระทรวงคมนาคมในฐานะหุ้นใหญ่ ก็่ย่อมใช้สิทธิลงโทษผู้บริหารของบริษัทฯ หรือจะถอนการอนุญาตเสียเมื่อใดก็ย่อมใช้สิทธิลงโทษผู้บริหารของบริษัทฯ หรือถอนการอนุญาตเสียเมื่อใดก็ย่อมทำได้ เนื่องจากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวเมื่อคณะกรรมการควบคุมการขนส่งฯ ได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่าไม่มีทางใดที่ดีกว่า จึงได้มีมติให้ บขส. เป็นผู้ได้รับอนุญาตในการประกอบการเดินรถประจำทางต่างจังหวัดแต่ผู้เดียว โดยมีเงื่อนไขให้ บขส. ต้องยอมรับรถยนต์เอกชนที่เดินอยู่ให้เข้าร่วม ถ้าเจ้าของสมัครใจและจะต้องไม่เรียกเก็บเงินผลประโยชน์จากเจ้าของรถเกินกว่าความจำเป็น เงินที่ บขส. ได้รับมานี้ได้นำมาใช้จ่ายในการลงทุนก่อสร้าง และจัดทำสถานีสำหรับเป็นที่จอดดังเช่นที่สถานี ขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ สายเอกมัย และสถานีในต่างจังหวัด (ที่ทำการสถานีขนส่งสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เป็นที่ทำการสำนักงานใหญ่ ที่บริเวณตลาดหมอชิต ถนนพหลโยธิน; โดยการเวรคืนที่ดิน 92 ไร่ ใช้เป็นที่ บขส. จริง 63 ไร่ แล้วเสร็จเปิดใช้เป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ.2503 ส่วนสถานีขนส่งสายใต้ เป็นที่เช่า 10 ไร่ อยู่ที่สามแยกไฟฉาย ถนนจรัญสนิทวงศ์ ต่อมาได้ย้ายที่ทำการใหม่ ณ บริเวณถนนบรมราชนนี ทางไปพุทธมณฑล สาย 2 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน และสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย)สถานที่ตั้งอยู่ปากซอยสุขุมวิท 64 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เป็นที่ของ บขส. เองจำนวน 7 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา นอกจากนี้แล้วได้นำเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายในการ จ้างเจ้าหน้าที่นายสถานี นายตรวจ และผู้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเดินรถให้แก่บรรดาเจ้า ของรถร่วมนั้นเองจึงเท่ากับผลประโยชน์ที่บรรดาเจ้าของรถได้เสียให้แก่ บขส. ไปนั้น บขส. ก็ได้นำมาใช้จ่ายในกิจการที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าของรถนั่นเองหา ได้สูญเสียไปไหนไม่ หากจะมีเหลือก็ตกเป็นของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นของประชาชนนั่นเอง

   อนึ่งจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตแล้วมีแต่เอกชนนำรถเข้ามาร่วมเดินเพิ่มขึ้น ไม่เคยมีผู้ใดขอเอารถออกเลย จนกระทั่งมีจำนวนมากเกินความจำเป็น ทางบริษัทฯ ต้องระงับการรับ เมื่อเจ้าของรถไม่เดือดร้อนและเสียหายแล้วจะมีผู้ใดที่ต้องเสียหายหรือ เดือดร้อนบ้าง ซึ่งถ้าหากจะมีก็คือคนกลางที่เคยได้รับผลประโยชน์จากรถเอกชน เมื่อ บขส. เข้ามาดำเนินการแล้วบุคคลดังกล่าวก็ต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่ตนเคยได้นั้นซึ่งบุคคล ประเภทนี้ทางการไม่ประสงค์จะสนับสนุน ตรงกันข้ามทางราชการมีความจำเป็นที่จะต้องหาทาง ป้องกันเพื่อประสงค์จะช่วยบรรดา เจ้าของรถให้พ้นจากการถูกบีบบังคับจากบุคคลประเภทนี้

   จากการร้องเรียนดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี ได้หยิบยกปัญหานี้มาพิจารณา ซึ่ง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้ชี้แจงเหตุผลที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งได้มีมติให้ บขส. ได้รับอนุญาตดังกล่าวข้างต้นนี้ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาข้อเท็จจริงประกอบ กับเหตุผลอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า การที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งได้มีมติไปเช่นนั้น เป็นวิธีการที่ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลทุกประการแล้ว จึงมีมติให้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปดังปรากฏในหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ คค.5860-2502 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2502 แต่อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินงานในช่วงปี 2502

   แต่อย่างไรก็ตาม ผลจาการดำเนินงานในช่วงปี 2502 ถึง 2504 ปรากฎว่าบริษัทฯ ประสบกับการขาดทุนอย่างหนักทั้งกิจการเดินรถบริษัท และกิจการบริหารงานบุคคล จนบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลทราบสถานะและผลการดำเนินงานอย่างดี จึงมีนโยบายจะยุบเลิกกิจการบริษัทฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น (พลเอกพงษ์ ปุณณกัณฑ์) ได้ให้คำมั่นต่อรัฐบาลในการขอปรับปรุงกิจการ บขส.อีกครั้งหนึ่งในปี 2505 นอกจากการปรับปรุงกรรมการบริหารและคณะผู้บริหารแล้ว ยังมีการเลิกจ้างพนักงานของบริษัทฯ ถึง 314 คน การดำเนินงานก็เริ่มดีขึ้นมาเป็นลำดับจากปี 2505 จนถึงปี 2516 มีผลกำไรสูง สามารถมีโบนัสเป็นครั้งแรก นับแต่ตั้งบริษัทฯ การเดินรถอยู่ในระเบียบเรียบร้อยเป็นผลให้บรรดาเจ้าของรถร่วมสามารถ ตั้งตัวได้และมีฐานะมั่งคั่งขึ้น

   ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า บขส. นี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้มีอยู่ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และการที่ บขส. ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบการในเขต 25 จังหวัดแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เป็นการมาแย่งอาชีพของเอกชนที่เดินรถอยู่เดิม แต่หากเป็นการช่วยเหลือจัดระบบการเดินรถ ให้เป็นผลดีแก่เศรษฐกิจและส่วนรวม และขจัดปัญหาการแก่งแย่งซึ่งกันและกันอันเป็นผลให้อุบัติเหตุ น้อยลงตามความประสงค์ของทางราชการ และเพื่อป้องกันรักษาสิทธิของเอกชนที่เดินอยู่เดิม ให้มีสิทธิประกอบอาชีพของตนเองต่อไป โดยไม่ประสงค์จะให้รถเอกชนตกอยู่ในข่ายควบคุมของบุคคล ที่แสวงหาผลประโยชน์ของการกระทำ ของผู้อื่นอันเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชน และก็เข้ามาดำเนินการเป็นการชั่วคราวในระหว่าง ที่เอกชนยังไม่สามารถรวมกันได้เท่านั้น ถ้าหากเอกชนที่ร่วมอยู่นี้สามารถจะรวบรวมกันองให้เป็นปึกแผ่น โดยรวมกันจัดตั้งเป็นบริษัทของตนเพื่อดำเนินการเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ ตามที่ทางราชการประสงค์แล้ว บขส. ก็พร้อมที่จะมอบสิทธิการเดินรถในเส้นทางนั้น ๆ ให้รับไปดำเนินการเว้นแต่สายหลักซึ่ง บขส. มีความจำเป็นต้องสงวนไว้ดำเนินการ เพื่อนโยบายของทางราชการเท่านั้น เหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องให้มี บขส. เพื่อเป็นแกนกลางในการบริหารการเดินรถกล่าวคือ

   ปัจจุบันสถานที่ตั้งสถานีขนส่งผู้โดยสารภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางได้ย้ายจากสถานที่ทำการเดิมที่ตลาดหมอชิต มาเช่าพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ 72 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา ที่ ถ.กำแพงเพชร 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร โดยใช้ชื่อที่ทำการว่า สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2536 กรุงเทพมหานคร โดยร้อยเอกกฤษดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา และพันเอกวินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนั้น ขอความร่วมมือกรมการขนส่งทางบก และ บขส. เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ตลาดหมอชิต ในการจัดสร้างโรงจอดรถและซ่อมบำรุง รถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (B.T.S) ให้เป็นประโยขน์ต่อสาธารณชน สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนผู้โดยสารดีขึ้น ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2541 เป็นต้นมา

   สำหรับกิจการเดินรถโดยสารมีการเดินรถทั้งหมด 309 เส้นทาง แบ่งเป็นการเดินรถบริษัทฯ เอง 6 เส้นทางเส้นทางที่รถบริษัทฯและรถร่วมเดินร่วมกัน 97 เส้นทาง และเดินรถเฉพาะรถร่วม 206 เส้นทาง จำนวนรถโดยสารทั้งสิ้น 8,152 คัน แบ่งเป็นรถบริษัทฯ 883 คันและรถร่วม 7,269 คัน บขส. เดินรถเองเพียงร้อยละ 10.83

   ผลประกอบการในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งกิจการบริษัทฯ และกิจการรถร่วมเอง ต่างก็ขยายกิจการได้รับความเจริญ และพัฒนาจนเป็นที่ พึงพอใจและผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เสมือนพ่อปกครอง ดูแลครอบครัวและลูก ๆ รวมถึงความรับผิดชอบต่อภาครัฐ ทั้งในรูปเงินภาษี เงินปันผลและการให้บริการเชิงสังคม เช่น ในปีงบประมาณ 2542 บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักภาษีฯ จำนวน 427.184 ล้านบาท บริษัทฯ นำส่งเงินรายได้เข้ารัฐแบ่งเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวน 118.987 ล้านบาท เงินปันผล จำนวน 153.617 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 272.604 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 63.81 ของกำไรจากการดำเนินงาน โดยไม่เคยขอรับการสนับสนุนงบประมาณใด ๆ จากภาครัฐ เปรียบได้ว่า บขส. เป็นกิจการที่พัฒนา มีวิสัยทัศน์ไกล แปรรูปกิจการมาแล้วตั้งแต่อดีต จน ณ วันนี้ 75 ปี บริบูรณ์

วิสัยทัศน์
" เป็นศูนย์กลางธุรกิจการขนส่งด้วยรถโดยสารที่ทันสมัยได้มาตรฐาน บริการเป็นที่ยอมรับ เชื่อมโยงทั่วภูมิภาค มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม "

ภารกิจหลักของบริษัท ขนส่ง จำกัด

1.พัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นในด้านความปลอดภัยความสะดวกสบาย ความตรงต่อเวลา และความทันสมัย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งธุรกิจเดินรถและธุรกิจสถานี

2.สร้างความประทับใจและตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการ จัดบริการเดินรถ ให้มีลักษณะโครงข่าย ที่ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อระหว่างประเทศ พัฒนาสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุงในลักษณะที่ครบวงจร

3.รักษาสิทธิที่พึงมีของผู้โดยสาร รวมถึงให้การคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารและบุคคลที่สาม โดยยกระดับมาตรฐานในการกำกับดูแลทั้งรถบริษัทฯ และผู้ประกอบการรถร่วม

4.บริหารกิจการโดยยึดถือประโยชน์ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการจัดระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว เพิ่มศักยภาพบุคลากร สร้างความได้เปรียบในเชิงต้นทุน และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อนำไปสู่การบริการที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้

พันธกิจ  (Missions)

1. พัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่องให้ได้มาตรฐานสากลทั้งธุรกิจเดินรถและธุรกิจ สถานี  โดยมุ่งเน้นด้านความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย  ตรงต่อเวลา  และความทันสมัย  เพื่อสร้างความประทับใจและตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการ

2. พัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสาร  ศูนย์ซ่อมบำรุงฯ และจัดบริการเดินรถให้มีลักษณะโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อ ระหว่างประเทศในภูมิภาค

3. ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลรถบริษัทฯ และรถร่วมบริการ  รักษาสิทธิที่พึงมีของผู้โดยสาร  รวมถึงการให้ความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารและบุคคลที่สาม

ผู้บริหาร บริษัท ขนส่ง จำกัด


พลตำรวจเอกอำนาจ  อันอาตม์งาม
กรรมการ
รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่


นายมาโนช  สายชูโต
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 
ฝ่ายธุรกิจเดินรถ

tcl_nopparath
นายนพรัตน์ การุณยะวนิช
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 
ฝ่ายบริหารการเดินรถ


นายอนุช สุวรรณสทิศกร
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 
ฝ่ายบริหาร




-
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 
ฝ่ายพัฒนาองค์กร

โครงสร้างองค์กร บขส.

 ปรับปรุงข้อมูล ตุลาคม 2559

อำนาจหน้าที่

ผู้จัดการเดินรถภาค และรองผู้จัดการการฝ่ายจัดการเดินรถ

     มีอำนาจดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 1. อนุมัติให้พนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่พนักงานระดับ 3 ลงมา ไปช่วยงานภายในฝ่ายตามความเหมาะสมได้ชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน 
    ข้อ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงตลอดจนว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ลงโทษ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนพนักงานใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดวินัยตามระเบียบบริษัทฯ ได้ การสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามวรรคแรก ให้ลงโทษพนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา โดยตัดเงินเดือนตั้งแต่ 20% 6 เดือน จนถึงการลดขั้นเงินเดือนไม่เกิน 2 ขั้น 
    ข้อ 3. ตามข้อ 1, 2 ให้กองการเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ในการดำเนินการเอกสารอย่างมีระบบ และรายงานให้ผู้จัดการใหญ่ทราบโดยด่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย 
    ข้อ 4. อนุมัติให้พนักงานใต้บังคับบัญชาออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้คราวละไม่เกิน 7 วัน โดยรับค่าใช้จ่ายตามระเบียบบริษัทฯ กำหนด 
    ข้อ 5. ลงนามในหนังสือถึงบุคคลภายนอก หรือเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่มิใช่หัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติธุระของแต่ละภาคการเดินรถหรือฝ่าย และมิใช่เรื่องอันเป็นปัญหา หรือนโยบายของบริษัทฯ เช่น การส่งสถิติรายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสาร รายงานอุบัติเหตุ ตอบชี้แจงข้อข้องใจ ข้อร้องเรียน ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ที่มีปัญหาในการเดินทางของผู้โดยสาร รายงานอุบัติเหตุ ตอบชี้แจงข้อข้องใจ ข้อร้องเรียน ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีปัญหาในการเดินทางของผู้โดยสาร ปัญหาในการบริการ หรือการออกหนังสือรับรองฐานะตำแหน่งของพนักงานเพื่อสิทธิบางอย่างของพนักงาน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน 
    ข้อ 6. อนุมัติการซื้อ หรือการจ้าง และแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยวิธีตกลงราคา ครั้งละไม่เกิน 75,000. - บาท (เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) พร้อมทั้งมีอำนาจอนุมัติหักจ่ายรายได้ของหน่วยงานภายในสังกัด อนุมัติให้ยืมและหักล้างเงินยืมทดลองปฏิบัติงาน ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 75,000. - บาท (เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 7. ลงนามในประกาศสอบราคา คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบราคา จัดจ้าง จัดซื้อ และตรวจรับการซื้อการจ้าง ลงนามในใบสั่งจ้าง สั่งซื้อ ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 500,000. - (ห้าแสนบาทถ้วน) 
    ข้อ 8. ในการซื้อและการจ้างตามคำสั่งนี้ ให้ดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในคำสั่งคณะกรรมการบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ 163/2518 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2518 และระเบียบบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2532 
    ข้อ 9. อนุมัติการสั่งจ่ายเงินที่มีข้อผูกพันทางสัญญาไว้แล้ว และหรือมีเงื่อนไขรายละเอียดในการจ่ายเงินไว้โดยแน่ชัดแล้ว 
    ข้อ 10. อนุญาต และลงนามบัตรอนุญาตจอดรถสำหรับพนักงานบริษัทฯ และสำหรับบุคคลภายนอกเพื่อจอดรถภายในบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารฯ ในการสั่งการใดๆ ตามที่ได้มอบอำนาจให้นี้ ให้ลงท้ายกำกับในคำสั่งการว่า "สั่งการแทนผู้จัดการใหญ่" ยกเว้นข้อ5.ให้ลงท้ายกำกับในการลงนามว่า "ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการใหญ่" ทุกครั้ง ในกรณีผู้จัดการเดินรถภาค และรองผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ มาสามารถปฏิบัติงานได้ ให้ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งดังกล่าวมีอำนาจสั่งการตามคำสั่งฉบับนี้แทน 
    ข้อ 11. ให้รายงานผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนงบประมาณ, ค่าใช้จ่าย ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้ผู้จัดการใหญ่ทราบเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป


อำนาจผู้จัดการเดินรถภาค

    นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1. ถึง 11. แล้ว ให้ผู้จัดการเดินรถภาค มีอำนาจเฉพาะการดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 12. อนุมัติการซื้อ การจ้าง การสั่งจ่ายเงินสำหรับคาใช้จ่ายประจำ เฉพาะในส่วนงานของภาคการเดินรถได้แก่ 
        12.1 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าเปอร์เซ็นต์, ค่าพาหนะเดินทาง, ค่าทำงาน, ค่าล่วงเวลา, ค่าใช้จ่ายประจำวันของสำนักงานขายภูมิภาค และภาค การเดินรถต่างๆซึ่งหักจ่ายเงินจากรายได้ของสำนักงานขายภูมิภาค และภาคการ เดินรถ ตามที่มีระเบียบกำหนดไว้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำ และการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน เป็นต้น 
        12.2 ค่าใช้จ่ายสำนักงาน เช่นค่าเช่า, ค่าน้ำประปา, ค่าไฟฟ้า, ค่าไปรษณีย์, ค่าโทรเลข, ค่าโทรศัพท์, ค่าโทรสาร เป็นต้น ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 
        12.3 ค่าจ้างยกลากรถ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือชำรุดเสียหายในระหว่างทาง และรวมถึงการอนุมัติจ่ายเงินค่าขนถ่ายผู้โดยสารจากรถที่เกิดกรณีดังกล่าวได้ตามระเบียบหรือคำสั่งบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ 
        12.4 ค่าซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงาน และสำนักงานขายภูมิภาค จัดซื้อหรือจัดหาพัสดุเพื่อการซ่อมแซมอาคาร ภายในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000.- บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
        12.5 ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัท ฯ ครั้งละไม่เกิน 5,000.- บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 13. อนุมัติซื้อ หรือจ้างในส่วนที่เป็นต้นทุนในการเดินรถบริษัท ฯ ประเภทอื่น ๆ ได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000. - บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
    ข้อ 14. อนุมัติให้นำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน ต่ออายุทะเบียนรถ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบหรือเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามปกติของบริษัท ฯ เว้นแต่เป็นกรณี ที่ผิดไปจากระเบียบหรือเงื่อนไข และหลักเกณฑ์หรือมีคดีเกี่ยวข้องให้นำเรื่องเสนอผู้จัดการใหญ่ เพื่อวินิจฉัยสั่งการก่อนทุกเรื่อง


อำนาจรองผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ

    นอกเหนือจากได้กล่าวไว้ในข้อ 1. ถึงข้อ 11. แล้ว ให้รองผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ มีอำนาจเฉพาะการดังต่อไปนี้ 
     ข้อ 15. อนุมัติการซื้อ การจ้าง การสั่งจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เฉพาะในส่วนงานของฝ่ายจัดการเดินรถได้แก่ 
        15.1 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าพาหนะเดินทาง,ค่าทำงานล่วงเวลา,ค่าใช้จ่ายประจำวันของที่ทำการเดินรถ/สถานีขนส่งผู้โดยสาร ฯ ซึ่งหักจากเงินรายได้ของที่ทำการเดินรถ/สถานีขนส่งผู้โดยสาร ฯ ตามที่มีระเบียบกำหนดไว้ รวมทั้งค่าใช้จ่าย ในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำและการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน เป็นต้น 
        15.2 ค่าใช้จ่ายสำนักงาน เช่น ค่าเช่า, ค่าน้ำประปา,ค่าไฟฟ้า,ค่าไปรษณีย์,ค่าโทรเลข, ค่าโทรศัพท์, ค่าโทรสาร, เป็นต้น ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 
        15.3 ค่าซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงาน และที่กำหนดการเดินรถ/สถานีขนส่งผู้โดยสาร ฯ จัดซื้อ หรือจัดหาพัสดุเพื่อการซ่อมแซมอาคาร ภายในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000.- บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
        15.4 ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือจากตัวแทนจำหน่ายภาคเอกชนซึ่งได้รับอนุมัติจากผู้จัดการใหญ่แล้วเพื่อใช้ในกิจการของบริษัท ฯ หรือเพื่อการจำหน่ายได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 150,000.- บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) 
        15.5 ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัท ฯ ครั้งละไม่เกิน 5,000.- บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 16. อนุมัติการลงโทษปรับและผ่อนชำระค่าปรับเจ้าของรถร่วม หรือพนักงานประจำรถร่วมได้ตามสัญญารถร่วมหรือระเบียบคำสั่งบริษัท ฯ ที่ได้กำหนดไว้ทุกกรณี 
    ข้อ 17. อนุมัติให้รถร่วมแจ้งหยุดซ่อมและหยุดใช้รถได้เป็นเวลาไม่เกิน 30 วัน (สามสิบวัน) 
    ข้อ 18. อนุมัติในการจัดรถโดยสารเข้าเดินในเส้นทาง (ใบวิ่ง) 
    ข้อ 19. อนุมัติในการจัดรถโดยสาร กรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งบริษัท ฯ ซึ่งภายหลังได้ดำเนินการถูกต้องแล้วเข้าเดินในเส้นทางปกติ 
     ข้อ 20. ลงนามในหนังสือถึงหัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวกับการบรรจุรถและถอนรถในบัญชี ขสบ.11 
     ข้อ 21. อนุมัติให้นำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน ต่ออายุทะเบียนรถ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบหรือเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามปกติของรถบริษัท ฯ เว้นแต่เป็นกรณีผิดไปจากระเบียบหรือเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถร่วมในเส้นทางที่มีปัญหา หรือมีคดีเกี่ยวข้องให้นำเรื่องเสนอผู้จัดการใหญ่ เพื่อวินิจฉัยสั่งการก่อนทุกเรื่อง


ผู้จัดการสำนักบริหารทั่วไป ผู้จัดการสำนักอำนวยการ และผู้จัดการศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถ

    มีอำนาจดังต่อไปนี้ 
     ข้อ 1. อนุมัติให้พนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่พนักงานระดับ 3 ลงมา ไปช่วยงานภายในฝ่ายตามความเหมาะสมได้ชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน 
     ข้อ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนพนักงานใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดวินัยตามระเบียบบริษัท ฯ ได้ การสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามวรรคแรก ให้ลงโทษพนักงานที่มีได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา โดยตัดเงินเดือนตั้งแต่ 20 % 6เดือน จนถึงการลดขั้นเงินเดือนไม่เกิน 2 ขั้น 
     ข้อ 3. ตามข้อ 1, 2 ให้กองการเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ในการดำเนินการด้านเอกสารอย่างมีระบบ และรายงานให้ผู้จัดการใหญ่ทราบโดยด่วน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย 
     ข้อ 4. อนุมัติให้พนักงานใต้บังคับบัญชาออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้คราวละไม่เกิน 7 วันโดยได้รับค่าใช้จ่ายตามระเบียบบริษัท ฯ ที่กำหนด 
     ข้อ 5. ลงนามในหนังสือถึงบุคคลภายนอก หรือเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่มิใช่หัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติธุระของแต่ละภาคการเดินรถหรือฝ่าย และมิใช่เรื่องอันเป็นปัญหา หรือนโยบายของบริษัท ฯ เช่น การส่งสถิติรายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสาร ราบงานอุบัติเหตุ ตอบชี้แจงข้อข้องใจ ข้อร้องเรียน ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีปัญหาในการเดินทางของผู้โดยสาร ปัญหาในการบริการ หรือการออกหนังสือรับรองฐานะตำแหน่งของพนักงานเพื่อสิทธิลางอย่างของพนักงาน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน 
     ข้อ 6. อนุมัติการซื้อ หรือการจ้าง และแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยวิธการตกลงราคา ครั้งละไม่เกิน 50,000. - บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) พร้อมทั้งมีอำนาจอนุมัติหักจ่ายจากรายได้ของหน่วยงานภายใต้สังกัด อนุมัติให้ยืมและหักล้างเงินยืมทดรองปฏิบัติงาน ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000. - บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
     ข้อ 7. ลงนามในประกาศสอบราคา คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบราคา จัดจ้าง จัดซื้อ และตรวจรับการจ้าง ลงนามในใบสั่งจ้าง สั่งซื้อ ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 500,000. - บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) 
     ข้อ 8. ในการจัดซื้อและจัดจ้างตามคำสั่งนี้ ให้ดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในคำสั่งคณะกรรมการบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ 163/2518 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2518 และระเบียบบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2533 ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2532 
     ข้อ 9. อนุมัติการสั่งจ่ายเงินที่มีข้อผูกพันทางสัญญาไว้แล้ว และหรือมีเงื่อนไขรายละเอียดในการจ่ายเงินไว้โดยแน่ชัดแล้ว 
     ข้อ 10. อนุญาต และลงนามบัตรอนุญาตจอดรถสำหรับพนักงานบริษัท ฯ และสำหรับบุคคลภายนอกเพื่อจอดรถภายในบริเวณสถานีจนส่งผู้โดยสาร ฯ ในการสั่งการใด ๆ ตามที่ได้มอบอำนาจให้นี้ ให้ลงท้ายกำกับในคำสั่งการว่า "สั่งการแทนผู้จัดการใหญ่" ยกเว้นข้อ 5. ให้ลงท้ายกำกับในการลงนามว่า "ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการใหญ่" ทุกครั้ง ในกรณีผู้จัดการสำนักบริหารทั่วไป ผู้จัดการสำนักอำนวยการและผู้จัดการศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถ ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งดังกล่าวมีอำนาจสั่งการตามคำสั่งฉบับนี้แทน 
     ข้อ 11. ให้รายงานผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนงบประมาณ, ค่าใช้จ่าย ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้ผู้จัดการใหญ่ทราบเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป


อำนาจผู้จัดการสำนักบริหารทั่วไป

     นอกจากที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1. ถึงข้อ 11. แล้ว ให้ผู้จัดการสำนักบริหารทั่วไป มีอำนาจเฉพาะการดังต่อไปนี้ 
     ข้อ 12. อนุมัติให้พนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร พนักงานต้อนรับ พนักงานบริหาร ทุกระดับ ทุกตำแหน่ง และพนักงานตั้งแต่ระดับ 2 ลงมา ของทุกหน่วยงาน ลาออกจากบริษัท ฯ ได้ 
     ข้อ 13. อนุมัติและลงนาม "บัตรโดยสารพิเศษ" ตามสิทธิของพนักงานบริษัท ฯ ข้อ 4. และสำหรับพนักงานที่เดินทางไปปฏิบัติงานเป็นรายเดือน ฯ ข้อ 5. แห่งระเบียบบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าด้วยหลักเกณฑ์การขอและใช้บัตรโดยสารพิเศษ ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2527 
     ข้อ 14. อนุมัติการจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านพนักงานของทุกหน่วยงานคือเงินเดือนหรือค่าจ้างค่าครองชีพ เงินช่วยเหลือบุตร ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล 
     ข้อ 15. อนุมัติการจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำในส่วนของสำนักบริหารทั่วไป ที่ปรึกษา หรือหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อผู้จัดการใหญ่ได้แก่ 
        15.1 ค่าใช้จ่ายพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าพาหนะเดินทาง,ค่าทำงานล่วงเวลา ฯลฯ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำวัน และการหักล้างเงินยืม ทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน 
        15.2 ค่าใช้จ่ายสำนักงาน เช่น ค่าเช่า, ค่าน้ำประปา, ค่าไฟฟ้า, ค่าไปรษณีย์, ค่าโทรเลข, ค่าโทรศัพท์, ค่าโทรสาร เป็นต้น 
        15.3 ค่าใช้จ่ายที่ต้องการชำระตามกฎหมาย และอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัท ฯ เช่น ค่าภาษีอากร, ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่, ดอกเบี้ยเงินกู้, ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อศาล การชำระหนี้ตาม คำพิพากษา หรือคำสั่งศาล ฯลฯ 
    ข้อ 16. อนุมัติค่าซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องเขียน และเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงาน ตลอดจนค่าจ้างพิมพ์ตั๋วและบัตร ได้ในวงเงินไม่เกินครั้งละ 100,000. - บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
    ข้อ 17. อนุมัติค่าจ้างซ่อมแซม บำรุงรักษา ยานพาหนะส่วนกลาง หรือซื้อวัสดุเพื่อการซ่อมแซมดังกล่าวข้างต้นได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
    ข้อ 18. อนุมัติเกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง การสั่งจ่ายเงิน การตั้งพนักงานเป็นลูกหนี้ และหัก เงินชดใช้ค่าเสียหายคือ 
        18.1 อนุมัติซื้อแบตเตอรี่ ได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
        18.2 อนุมัติซื้อ หรือจ้างในส่วนที่เป็นต้นทุนในการเดินรถบริษัทฯ ประเภทอื่น ๆ ได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
        18.3 อนุมัติค่าลากรถในกรณีงานอุบัติเหตุ กองกฎหมาย สำนักบริหารทั่วไป หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการยกลากรถที่เกิดอุบัติเหตุและสั่งการอนุมัติจ่ายค่ายกลากรถนั้นได้ 
        18.4 อนุมัติตั้งพนักงานขับรถเป็นลูกหนี้และหักเงินชดใช้ค่าเสียหายตามระเบียบอุบัติเหตุ พุทธศักราช 2534


อำนาจผู้จัดการสำนักอำนวยการ

    นอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 1. ถึงข้อ 11. แล้ว ให้ผู้จัดการสำนักอำนวยการมีอำนาจเฉพาะการดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 19. อนุมัติการซื้อ การจ้าง การสั่งจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำเฉพาะในส่วนงานของสำนักอำนวยการได้แก่ 
        19.1 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าพาหนะเดินทาง, ค่าทำงานล่วงเวลา ฯลฯ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำวัน และการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน 
        19.2 ค่าซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงาน ภายในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000.- บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
        19.3 ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัท ครั้งละไม่เกิน 5,000.-บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
        19.4 ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระตามกฎหมายและอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ เช่น ค่าภาษีอากร, ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่, ดอกเบี้ยเงินกู้, ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อศาล การชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือคำสั่งศาล ฯลฯ


อำนาจผู้จัดการศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถ

    นอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 1. ถึงข้อ 11. แล้ว ให้ผู้จัดการศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถอำนวย การมีอำนาจเฉพาะการดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 20. อนุมัติการซื้อ การจ้าง การสั่งจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำเฉพาะในส่วนงานของ ศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจสภาพรถได้แก่ 
        20.1 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าพาหนะเดินทาง, ค่าทำงานล่วงเวลา ฯลฯ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำวัน และการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน 
        20.2 ค่าซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงาน ภายในวงเงิน ครั้งละไม่เกิน 100,000.-บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
        20.3 ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัท ครั้งละไม่เกิน 5,000.-บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
        20.4 ค่าจ้างยกลากรถ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือชำรุดเสียหายในระหว่างทางและให้รวมถึงการอนุมัติจ่ายเงินค่าขนถ่ายผู้โดยสารจากรถที่เกิดกรณีดังกล่าวได้ตามระเบียบ หรือคำสั่งบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ 
        20.5 อนุมัติซื้อแบตเตอรี่ได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
        20.6 อนุมัติซื้ออะไหล่รถยนต์ เครื่องอะไหล่ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการซ่อมหรือบำรุงดูแลรักษารถโดยสารของบริษัทฯ ได้ในวงเงินครั้งละ ไม่เกิน 100,000.-บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
        20.7 อนุมัติจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซมรถโดยสารที่ชำรุดเสียหายและจ่ายเงินค่าจ้างซ่อมได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 100,000.-บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) 
    ข้อ 21. ลงนามประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินชำรุด ซึ่งมิได้ขึ้นบัญชีเป็นทรัพย์สินถาวร เช่น ยางเครื่องอะไหล่ชำรุด (เศษเหล็ก) และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว แต่งตั้งคณะกรรมการคัดแยกยางเก่าใช้แล้วประจำเดือนรวมถึงรับทราบรายงานผลการส่งมอบและควบคุมการขนย้ายยางเก่าชำรุดประจำเดือน


อำนาจผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ

    ให้ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ มีอำนาจดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 22. อนุมัติให้พนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่พนักงานระดับ 2 ลงมาไปช่วยงานในฝ่ายตามความเหมาะสมได้ชั่วคราว ไม่เกิน 30 วัน (สามสิบวัน) 
    ข้อ 23. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนพนักงานใต้บังคับบัญชีที่กระทำผิดวินัยตามระเบียบบริษัทฯ ได้ การสั่งลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนตามวรรคแรกให้ลงโทษพนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาโดยตัดเงินเดือนไม่เกิน 20% 3 เดือน 
    ข้อ 24. เมื่อได้มีคำสั่งฯ ตามข้อ 22. ข้อ 23. แล้วให้รายงานให้รองผู้จัดการฝ่ายทราบโดยด่วนพร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งฯ ให้กองการเจ้าหน้าที่ทำบันทึกประวัติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย 
    ข้อ 25. อนุมัติให้พนักงานใต้บังคับบัญชาออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้คราวละไม่เกิน 3 วัน โดยได้รับค่าใช้จ่ายตามระเบียบคำสั่งฯ ที่กำหนดไว้และต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อรองผู้จัดการฝ่ายเพื่อทราบทุกครั้ง 
    ข้อ 26. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัทฯ ครั้งละไม่เกิน 5,000.-บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 27. อนุมัติให้ยืมและหักล้างเงินยืมทดรองปฏิบัติงาน ได้ในวงเงินครั้งละไม่u3648 .กิน 20,000.-บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) 
    ข้อ 28. ลงนามในหนังสือถึงบุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่ส่วนราชการฯ ที่มิใช่หัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติธุระของฝ่าย และไม่ใช่เรื่องอันเป็นปัญหาหรือนโยบายของบริษัทฯ เช่น การส่งสถิติรายได้จากการจำหน่ายตั๋ว รายงานอุบัติเหตุ ตอบชี้แจงข้อข้องใจเกี่ยวกับการเดินทางของผู้โดยสาร ออกหนังสือรับรองฐานะตำแหน่งของพนักงานใต้บังคับบัญชาเพื่อสิทธิบางอย่างของพนักงาน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน 
    ข้อ 29. อนุมัติการซื้อ หรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคา ครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) 
    ข้อ 30. ลงนามในประกาศสอบราคา คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบราคา จัดจ้าง จัดซื้อ และ ตรวจรับการจ้าง ลงนามในใบสั่งจ้าง สั่งซื้อ ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 500,000.-บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) 
    ข้อ 31. ในการซื้อและการจ้างตามคำสั่งนี้ ให้ดำเนินการตามวิธีการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่บริษัทฯ จะได้มีระเบียบหรือคำสั่งเกี่ยวกับการนี้ไว้โดยเฉพาะ 
    ข้อ 32. อนุมัติการซื้อ การจ้าง และการจ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เฉพาะส่วนของฝ่ายจัดการเดินรถได้แก่ 
        32.1 ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะเดินทาง ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามข้อ 4. รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานอันเป็นปกติประจำวันและการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน 
        32.2 ค่าใช้จ่ายประจำวันของที่ทำการเดินรถ/สถานีขนส่งผู้โดยสารฯ ซึ่งหักจากรายได้ของที่ทำการเดินรถ/สถานีขนส่งผู้โดยสารฯ ตามที่มีระเบียบกำหนดไว้ และการหักล้างเงินยืมทดรองจ่ายในการปฏิบัติงาน 
        32.3 ซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องเขียน แบบพิมพ์ และเครื่องใช้สำนักงาน ครั้งละไม่เกิน50,000.- บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 33. อนุมัติการลงโทษปรับและผ่อนชำระค่าปรับเจ้าของรถร่วม หรือพนักงานประจำรถร่วมได้ตามสัญญารถร่วมหรือระเบียบและคำสั่งบริษัทฯ ที่ได้กำหนดไว้ทุกกรณี 
    ข้อ 34. อนุมัติให้รถร่วมแจ้งหยุดซ่อม และหยุดใช้รถได้เป็นเวลาไม่เกิน 30 วัน (สามสิบวัน) 
    ข้อ 35. อนุมัติในการจัดรถโดยสารเข้าเดินในเส้นทาง (ใบวิ่ง) 
    ข้อ 36. ลงนามในหนังสือถึงหัวหน้าส่วนราชการเกี่ยวกับการบรรจุรถ และถอนรถในบัญชี ขสบ.11 
    ข้อ 37. อนุมัติให้นำรถมาตรวจสดภาพ จดทะเบียน ต่ออายุทะเบียนรถ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบหรือเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามปกติของบริษัทฯ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผิดไปจากระเบียบ หรือเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถร่วมในเส้นทางที่มีปัญหาหรือมีคดีเกี่ยวข้องให้นำเรื่องเสนอผู้จัดการใหญ่เพื่อวินิจฉัยสั่งการก่อนทุกเรื่อง 
    ข้อ 38. ให้รายงานผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนงบประมาณ, ค่าใช้จ่าย ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้รองผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถ ทราบเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปในการสั่งการใด ๆ ตามที่ได้มอบอำนาจให้นี้ ให้ลงท้ายกำกับในคำสั่งการว่า "สั่งการแทนผู้จัดการ ฝ่ายจัดการเดินรถ" ยกเว้น ข้อ 28. ให้ลงท้ายกำกับในการลงนามว่า "ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการใหญ่" ทุกครั้งในกรณีผู้จัดการฝ่ายจัดการเดินรถไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งดังกล่าว มีอำนาจสั่งการตามคำสั่งฉบับนี้แทน


อำนาจผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน

    ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน มีอำนาจดังต่อไปนี้ 
    ข้อ 39. อนุมัติให้พนักงานสับเปลี่ยนหมุนเวียนการปฏิบัติภายในสำนักได้ ตามความเหมาะสม 
    ข้อ 40. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนพนักงานใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดวินัยตามระเบียบบริษัทฯ ได้ การสั่งลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน ตามวรรคแรกให้ลงโทษพนักงานที่มิได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาโดยตัดเงินเดือนไม่เกิน 20% 3 เดือน 
    ข้อ 41. เมื่อได้มีคำสั่งฯ ตามข้อ 39. ข้อ 40. แล้วให้รายงานให้ผู้จัดการใหญ่ทราบโดยด่วนพร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งฯ ให้กองการเจ้าหน้าที่ทำบันทึกประวัติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย 
    ข้อ 42. อนุมัติให้พนักงานใต้บังคับบัญชาออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้คราวละไม่เกิน 7 วัน โดยได้รับค่าใช้จ่ายตามระเบียบบริษัทฯ ที่กำหนดไว้และต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้จัดการใหญ่เพื่อทราบทุกครั้ง 
    ข้อ 43. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัทฯ ครั้งละไม่เกิน 5,000.-บาท (ห้าพันบาทถ้วน) 
    ข้อ 44. อนุมัติให้ยืมและหักล้างเงินยืมทดรองปฏิบัติงาน ได้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน 20,000.-บาท(สองหมื่นบาทถ้วน) 
    ข้อ 45. ให้รายงานผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนงบประมาณ, ค่าใช้จ่ายที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้ผู้จัดการใหญ่ทราบเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ในการสั่งการใด ๆ ตามที่ได้มอบอำนาจให้นี้ ให้ลงท้ายกำกับไว้ในคำสั่งว่า "สั่งการแทนผู้จัดการใหญ่" ทุกครั้ง ในกรณีผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งดังกล่าวมีอำนาจสั่งการตามคำสั่งฉบับนี้แทน