กิจกรรม/โครงการสัมมนาประจำปี 2563

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจความพร้อมของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน เพื่อดูความพร้อมก่อนเปิดให้บริการประชาชนในปลายปี 2564 โดยได้ทดลองโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ซึ่งมีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร จำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีบางซ่อน บางบำหรุ และตลิ่งชัน จากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในครั้งนี้ รฟท. จะต้องซ่อมบำรุงในส่วนที่เป็นสถานี ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จมานานและไม่ได้เปิดใช้บริการ ต้องมีการปรับพื้นทางให้ได้มาตรฐานเพื่อให้สามารถเดินรถได้เต็มประสิทธิภาพ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงจากสถานีบางซื่อ - ตลิ่งชัน ใช้ระยะเวลาประมาณ 15 นาที หากใช้รถยนต์อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชนเดินทางจากใจกลางกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย โดย รฟท. จะทดลองเดินรถเสมือนจริงในเดือนมีนาคม 2564 และมีแผนการซ่อมบำรุงระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน 2564 ซึ่งในเดือนเมษายน 2564 ระบบทุกอย่างจะสมบูรณ์ การบริหารการใช้พื้นที่ของสถานีกลางบางซื่อ ทำให้สถานีกลางบางซื่อเป็น Smart Station เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มผลิตสินค้า OTOP ใช้เป็นตลาดจำหน่ายสินค้า OTOP อย่างยั่งยืน นำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพื่อลดต้นทุน บริหารโดยยึดหลักกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และ รฟท. จะต้องรายงานแผนการใช้พื้นที่ต่อ คค. ภายใน 1 สัปดาห์


 

   
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจความพร้อมโครงการทดลองเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยา และท่าเรือสะพานพระพุทธยอดฟ้า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2563 ณ ท่าเรือ แคท ทาวเวอร์ (กสท.) เขตบางรัก กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมรับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในโอกาสให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการดังกล่าว ในวันที่ 22 ธ.ค. 2563 จท. ได้ร่วมกับบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด และบริษัทในเครือ นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบขนส่งมวลชน พัฒนาการคมนาคมขนส่งทางน้ำให้เป็นตามเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน ดำเนินโครงการทดลองเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดเด่นของเรือไฟฟ้าในโครงการ เป็นเรืออลูมิเนียมชนิด Catamaran ความยาวตลอดลำเรือ 23.97 เมตร กว้าง 7 เมตร ลึก 2.30 เมตร กินน้ำลึกบรรทุก 1.30 เมตร ให้การทรงตัวที่ดี ความเร็วน้อย ประหยัดพลังงาน ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไออน ไร้มลภาวะทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางเสียง เป็นห้องโดยสารปรับอากาศ กว้างขวาง ขึ้น-ลงสะดวกสบาย ทันสมัย และปลอดภัย สามารถรองรับผู้โดยสาร จำนวน 250 คน ความเร็วเดินทางขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนในเวลานั้น โดยมีความเร็วสูงสุด 16 น็อต นอกจากนี้ได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟแบบ DC Fast Charge ระดับ 4-C สามารถชาร์จเร็วภายใน 15 นาที ความจุแบตเตอรี่ Li-Ion 768 kW-hr เวลาสำหรับใช้งานต่อการชาร์จ 2-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเดินเรือ สำหรับท่าเรือสะพานพระพุทธยอดฟ้าได้พัฒนาให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย อาทิ เครื่องสแกนวัดอุณหภูมิอัตโนมัติ ป้ายอัจฉริยะแจ้งเวลาเรือเข้าเทียบท่าทั้งขาเข้าและขาออก เครื่องจำหน่ายบัตรโดยสารอัจฉริยะ ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ไฟส่องสว่างภายนอกอาคาร ระบบควบคุมอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น กรองฝุ่น PM 2.5 ระบบ Smart Mobile Application ตรวจสอบตำแหน่งเรือ เส้นทาง ตารางเดินเรือ และระบบ Image Processing ตรวจนับผู้โดยสาร เป็นต้น


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจความพร้อมสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เยี่ยมชมสถานีกลางบางซื่อ และทดสอบขบวนรถไฟฟ้าสายสีแดงจากสถานีกลางบางซื่อ - สถานีรังสิต - สถานีกลางบางซื่อ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 13.30 น. เพื่อเตรียมความพร้อมรับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ในวันที่ 15 ธ.ค. 2563


 

     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2563 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต โดยได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการไปบูรณาการร่วมกันในการศึกษารายละเอียดของเส้นทางและปริมาณของผู้ใช้บริการในโครงการต่าง ๆ โดยให้ตรวจสอบพื้นที่อย่างถี่ถ้วน อีกทั้งศึกษาการใช้เทคโนโลยีให้ทันกับยุคสมัยในปัจจุบัน เพราะมีผลต่อโครงการและการกำหนดราคาค่าโดยสาร หากสามารถลดต้นทุนของโครงการลงได้ก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารถูกลง รวมทั้งให้ รฟม. ทบทวนการจัดทำเอกสารข้อเสนอ RFP เพื่อเปิดกว้างให้บริษัทเข้าร่วมเสนองานรูปแบบโครงการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้สามารถลดต้นทุนของโครงการ และให้ความสำคัญในด้านมาตรการความปลอดภัยจากการใช้เส้นทาง โดยมีโครงการ ดังนี้ โครงการทางพิเศษ สายกะทู้ - ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต  โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต  โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่ สายเมืองใหม่ - เกาะแก้ว โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง 4027


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานตามกระบวนการคัดกรองผู้โดยสารของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และเยี่ยมชมกระบวนการเก็บสิ่งตรวจ (สารคัดหลั่ง) เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2563 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต โดยได้มอบนโยบายให้กับ ทอท. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความพร้อมและวางแผนการเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว นักธุรกิจกลุ่มพิเศษ (STV) ตามนโยบายรัฐบาลที่จะผ่อนคลายมาตรการ ให้สามารถเดินทางเข้าประเทศได้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ยึดถือและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการเชื่อมั่นและมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการเตรียมความพร้อมการให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิภายหลังการเปิดรับนักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 โดยได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร ทอท. ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้การให้บริการผู้โดยสารต้องปฏิบัติตามมาตรการ New normal และมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดฯ โดยให้แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อาคารผู้โดยสารจะเปิดให้บริการในอนาคต ให้เพียงพอต่อการรองรับผู้โดยสาร รวมทั้งปัจจุบันที่มีผู้โดยสารและเที่ยวบินใช้บริการลดลง จึงให้พิจารณาดำเนินการซ่อมแซมพื้นรันเวย์และแท็กซี่เวย์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการเพื่อติดตามการพัฒนาด้านคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามการพัฒนาด้านคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2563 ณ โรงเรียนอำนาจเจริญ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดย รวค. กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้ คค. เร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายถนน การก่อสร้างทางหลวงสายใหม่ การพัฒนาระบบราง รถไฟทางคู่ ทางรถไฟสายใหม่ รถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทั้งในด้านการเดินทางสัญจร และการขนส่งสินค้าให้เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน เร่งรัดปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร และมุกดาหาร พร้อมพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ให้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เดินทางอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดย คค. เร่งรัดพัฒนาและปรับปรุงโครงข่ายคมนาคม ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ในการเดินทางขนส่งสินค้า ส่งเสริมการท่องเที่ยว เสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอีสานสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง


 

   
     

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนํายางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) จังหวัดอุทัยธานี โดยมี รวค. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหาร คค. และประชาชนในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ และอุทัยธานี ให้การต้อนรับและเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2563 ณ บริเวณทางหลวงหมายเลข 3265 ตอนแยกโคกหม้อ - ท่าซุง กม.ที่ 7+725 ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดย รวค. กล่าวว่า โครงการนํายางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) ณ จังหวัดอุทัยธานีครั้งนี้ ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “อุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนน ที่ผลิตจากยางพารา” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงาน 1 ล้านตัน ภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 - 2565 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาราคายางตกต่ำ และยางล้นตลาด กระทรวงฯ จึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติด้วยการนำผลิตผลจากยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้าง ซ่อมบำรุงถนน และผลิตอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย โดยยางพาราที่นำมาใช้ต้องเป็นรูปแบบที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน


 

   
     
 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2563 ณ บริเวณถนนสาย 222 ตอนท่ากกแดง-บึงกาฬ กม.125+330-126+700 อ.เมือง จ.บึงกาฬ โดยมี รวค. ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด คค. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธี คค. ได้ทำบันทึกความตกลงการนำอุปกรณ์ทางด้านจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และได้ดำเนินโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยดำเนินการต่อเนื่องจากจังหวัดจันทบุรี สตูล และนครพนม ด้วยแนวทางการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยจากแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และ หลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางพาราในประเทศ และสร้างสมดุลราคายางพาราให้เหมาะสมไปในคราวเดียวกัน

       
       

รวค. เป็นประธานพิธีเปิดโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2563 ณ บริเวณ ทล. 2033 ตอนคำพอก – หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม โดยมี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด คค. ร่วมพิธี ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้ คค. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเพื่อลดการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวง พร้อมทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ โดย คค. ได้ดำเนินการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการผลิตอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยในงานก่อสร้างในส่วนของงานกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท โดยมีแนวทางการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยด้วย “แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต” (Rubber Fender Barrier : RFB) และ “หลักนำทางยางธรรมชาติ” (Rubber Guide Post : RGP) เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางพาราในประเทศ และสร้างสมดุลราคายางพาราให้เหมาะสมไปในคราวเดียวกัน การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทาง ยังช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรสวนยาง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราอีกด้วย 


 

     
     
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รวค. และคณะ รับฟังรายงานการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2563 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต โดยจังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการพัฒนาการจราจรและการขนส่ง ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสู่มาตรฐานสากล การใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญาหาการจราจรให้มีความสะดวก  รวดเร็ว  ปลอดภัย  ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยมีโครงข่ายคมนาคมประกอบด้วย ทางหลวงแผ่นดิน 18 สายทาง ทางหลวงชนบท 28 สายทาง ท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว และขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังมี โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต – ห้าแยกฉลอง ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและประชาชนคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2569 
     
   

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน จังหวัดเลย พร้อมด้วย รวค. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูง คค. เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2563 โดย รวค. กล่าวว่า โครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ณ ทางหลวงหมายเลข 21 ตอนควบคุม 0602 ตอนโคกงาม - หนองบง กิโลเมตรที่ 346+207 - 347+300 ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องอุปกรณ์ ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2563 โดยได้เน้นย้ำให้ คค. นำผลิตผลจากยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้าง ซ่อมบำรุงถนน และเป็นอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น โดยยางพาราที่นำมาใช้ต้องเป็นรูปแบบที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพารา ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป


 

     
     

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยติดตั้งคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ และหลักนำทางยางธรรมชาติ เพื่อใช้งานจริงครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวค. รชค.(นายอธิรัฐ) รชค.(นายถาวร) และผู้บริหารระดับสูง คค. เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2563 ณ ทางหลวงหมายเลข 3249 กม. 3+164 ตอนควบคุม 0100 ตอนเขาไร่ยาแพร่งขาหยั่ง ต.แสลง อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยพลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า การนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน เป็นการนำงานวิจัยมาพัฒนาให้สามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นโครงการที่ดี โดยนำยางธรรมชาติมาครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และ “หลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้แก่ประชาชน เกิดจากความร่วมมือระหว่าง คค. โดย ทช. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ร่วมกันผลิตคิดค้นตามโครงการนำยางพารามาใช้ภายในประเทศ จนประสบความสำเร็จ


 

   
     

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดใช้บริการทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ - บ้านฉาง ช่วงพัทยา - มาบตาพุด อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รวค. รชค.(นายอธิรัฐ) รชค.(นายถาวร) และผู้บริหารระดับสูง คค. เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2563 ณ ด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภา จังหวัดระยอง ภายหลังจากที่ ทล. ได้เปิดใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา - มาบตาพุด โดยให้ประชาชนทดลองใช้บริการด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภาไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ทล. ได้ดำเนินการก่อสร้างและวางระบบด่านฯ ที่เหลือ ได้แก่ ด่านห้วยใหญ่และด่านเขาชีโอน แล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเพิ่มอีก 2 ด่าน ในวันที่ 24 ส.ค. 2563 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญและเร่งผลักดันจนประสบผลสำเร็จ โดยที่ผ่านมา คค. ได้เร่งรัดโครงการต่าง ๆ รวมทั้งมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชน


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 และโครงการทางพิเศษพระราม 3  เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทล. บูรณาการข้อมูลการจราจรร่วมกันระหว่าง ทล. กับ กทพ. ให้ผู้ใช้ทางสามารถดูสภาพการจราจรผ่าน EXAT Portal Application ของ กทพ. ได้ โดยผ่านศูนย์ควบคุม (Single Command Center)
2. ให้เร่งรัดการก่อสร้าง โดยจะให้ผู้รับจ้างปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความพร้อมที่จะสามารถนำเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเริ่มการก่อสร้างได้ทันทีเท่านั้น พร้อมทั้งระบุระยะเวลาให้ชัดเจน
3. ให้ ทล. ดำเนินการก่อสร้างโดยกั้นพื้นที่ทำงานเพียงหนึ่งช่องจราจรด้านชิดเกาะกลางเท่านั้น ทำให้มีช่องการจราจรทิศทางละ 6 ช่องจราจร การติดตั้งป้ายเตือนตลอดทั้งโครงการ โดยเฉพาะจุด เข้า - ออก พื้นที่ก่อสร้าง จุดเริ่มต้น - สิ้นสุด เขตก่อสร้าง ตลอดจนติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และไฟสัญญาณเตือนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ส่วน กทพ. ดำเนินการก่อสร้างโดยกั้นพื้นที่ทำงานเพียงหนึ่งช่องจราจรด้านชิดเกาะกลางเท่านั้น
4. ให้ ทล. เว้นช่วงการก่อสร้างในพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างสะพานกลับรถกิโลเมตรที่ 11+959 และ 16+000 โดยต้องให้การก่อสร้างสะพานกลับรถแล้วเสร็จ จึงเข้าก่อสร้างทางยกระดับ เช่นเดียวกับ กทพ. ที่เว้นช่วงการก่อสร้างในพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างสะพานกลับรถ โดยต้องให้การก่อสร้างสะพานกลับรถแล้วเสร็จ จึงเข้าก่อสร้างทางยกระดับช่วง Mainline ส่วนช่วงก่อสร้างของ กทพ. ที่ซ้อนทับกับ ทล. บริเวณทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการแผนงานก่อสร้าง โดยจะไม่เข้าพื้นที่ก่อสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 เพื่อเตรียมการเข้าพื้นที่ก่อสร้างโครงการทางยกระดับพระราม 3 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ กทพ. บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนบริหารจัดการอย่างรัดกุม เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบต่อการจราจรที่อาจจะเกิดขึ้นได้
2. ประชาสัมพันธ์โครงการให้ประชาชนในพื้นที่และผู้ใช้เส้นทางทราบข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
3. ให้ ทล. และ กทพ. ระมัดระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น สัญญาณไฟ ป้ายสะท้อนแสง จัดทำป้ายบอกตารางงานก่อสร้างในแต่ละช่วงให้ชัดเจน เพื่อช่วยลดผลกระทบการจราจรติดขัดระหว่างงานก่อสร้าง


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ EMERGENCY OPERATION CENTER : EOC ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2563 โดยได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Emergency Operations Center : EOC) เพื่อรองรับสถานการณ์เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร โดยมีการประชุมร่วมกันทุกวัน เพื่อประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกัน และใช้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสาร นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมจุดคัดกรองแรกของผู้โดยสารขาเข้าที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน และมีเจ้าหน้าที่วัดอุณหภูมิ ผู้โดยสารทุกเที่ยวบิน ซึ่งผู้ที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID - 19 ผู้โดยสารจะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์และมีใบรับรองแพทย์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงจากโรค COVID - 19 รวมทั้งต้องทำ Exit scan ตรวจวัดอุณหภูมิอีกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งหากคนใดไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้ จะไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ ทั้งนี้ ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเจ้าหน้าที่จะตรวจเช็คความถูกต้องของใบรับรองแพทย์อีกครั้ง โดยท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. มีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารเพื่อรองรับและป้องกันการระบาดของโรค COVID-19 อย่างเข้มงวดทุกแห่ง


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทย. เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทย. เร่งดำเนินการนโยบายเร่งด่วน ด้านงบประมาณผูกพัน งบประมาณปี 2563 และงบประมาณปี 2564 ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินงานใช้จ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ติดตามผลการเบิกจ่ายเป็นรายสัปดาห์ และหากพบปัญหาให้รายงานผู้บริหารทราบ
2. การดำเนินการป้องกันปัญหาโรคระบาดต่างๆ และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้ ทย. กำกับดูแลดำเนินการสม่ำเสมอ รายงานผลการดำเนินงาน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบด้วย โดยใช้ช่องทางโซเชียลของ คค.
3. การเตรียมการต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยว บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจองตั๋วเครื่องบิน และบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนเพื่อจัดหาน้ำดื่มบริการภายในสนามบิน
4. เพิ่มขีดความสามารถการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยาน เตรียมความพร้อมของสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ รวมทั้งศึกษาความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเพื่อรองรับการพัฒนาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติในอนาคต และให้ทุกสนามบินเตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
5. ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการร่วมลงทุนและบริหารจัดการภายในสนามบิน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม รวมทั้งถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
6. พัฒนาบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการดำเนินงาน
7. ประสานงานกับ บวท. เรื่องการจัดการจราจรทางอากาศ หารือร่วมกันให้ชัดเจนก่อนดำเนินการพัฒนาสนามบิน
8. ทย. ได้มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า เช่น การติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ทำความสะอาดพื้นที่ภายในท่าอากาศยาน ประชาสัมพันธ์การป้องกันตนเองตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีความมั่นใจว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคได้


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ขร. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ดำเนินการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้มีความต่อเนื่อง โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างรวดเร็วชัดเจน
2.การพัฒนาโครงข่ายทางรางให้คำนึงถึงความครอบคลุมทั้งเขตเมืองและภูมิภาค พัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง เชื่อมต่อระบบการขนส่งอื่นและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงศึกษาพัฒนานวัตกรรมในระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนได้มีการเดินทางที่ความสะดวกรวดเร็วปลอดภัย
3. การวางกรอบอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน พัฒนาการรูปแบบการให้บริการในทุกโครงข่าย สนับสนุนภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมให้บริการเดินรถเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ
4. เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรางให้คลอบคลุมวางระบบการถ่ายสินค้าและผลักดันให้เป็นระบบหลักของการขนส่งสินค้าในอนาคต แก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยในพื้นที่จุดตัดทางรถไฟ
5. เคร่งครัดในมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต้องเป็นไปตามระเบียบมาตรฐานสากลในทุกพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข และผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในการป้องกันและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า


 

   
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สนข. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. การดำเนินโครงการต่าง ๆ ต้องอธิบายอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ ผลกระทบ ที่ประชาชนจะได้รับ ให้เห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งสามารถตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
2. การดำเนินการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ต้องพิจารณาถึงปัญหาการกระจุกตัวของระบบขนส่ง โดยพยายามสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับประชาชนรวมถึงทุกภาคส่วนให้เกิดการกระจายตัวของระบบโลจิสติกส์
3. มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนในการดำเนินการ นอกจากนี้ ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้โดยง่าย เพื่อป้องกันการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
4. การดำเนินโครงการต่าง ๆ ต้องให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ น้อยที่สุด โดยให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อลด หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการดำเนินโครงการ
5. การดำเนินโครงการต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการกำกับติดตามงานให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินงานของทุกโครงการ
6. เร่งรัดนำนโยบายที่ รวค. เคยมอบไว้ไปปฏิบัติ โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น การใช้ความเร็วรถ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เป็นต้น
7. ปัจจุบัน สนข. อยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านการจราจร (Traffic Impact Assessment : TIA) ซึ่งมีหลักการคล้ายกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากจะนำมาใช้จริง สนข. ต้องสร้างการรับรู้กับประชาชนในเรื่องดังกล่าวถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอนการดำเนินการต้องมีกรอบระยะเวลา ข้อปฏิบัติอย่างชัดเจน และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการดำเนินโครงการต่าง ๆ
8. สนข. ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน การนำพาองค์กรไปสู่ยุคดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์
9. ด้านอัตรากำลัง เนื่องจาก สนข. มีอัตรากำลังน้อยแต่มีภารกิจจำนวนมาก จึงต้องมีการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มากขึ้น เช่น สถาบันการศึกษาต่าง ๆ
10. ให้พิจารณาตั้งงบประมาณในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน สนข. ขอจัดตั้งงบประมาณจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับภารกิจต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการ


 

   
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทช. เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทช. เตรียมความพร้อมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2563 และการของบประมาณ 2564 โดยตรวจสอบ ความพร้อมของโครงการให้รอบคอบ
2. การแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติเมื่อดำเนินการตามนโยบายแล้ว ให้ ทช. ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานเพื่อประสานการทำงานร่วมกัน
3. การก่อสร้างทางในอนาคต ให้พิจารณาไม่สร้างเกาะกลางแบบเกาะหญ้า ให้ใช้ rubber fender barrier แทนเกาะกลางถนน รวมทั้งให้ ทช. เร่งรัดการจัดทำแผนการปลูกต้นไม้มีค่าริมถนนทางหลวง
4. ให้ศึกษาจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุ พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้แบบเรียลไทม์ นำเสนอข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น ให้ขยายผลใช้ในช่วงเวลาปกติด้วย และปัญหาจุดตัดทางแยกมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยให้พิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการสร้างวงเวียน และสำรวจไฟฟ้าแสงสว่าง ป้ายต่าง ๆ ปรับปรุงให้ชัดเจน
5. การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรสูง ให้ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการจราจรงานก่อสร้างในพื้นที่การจราจรหนาแน่น 6 มิติ ของ สนข.
6. การประชุม ครม. สัญจร จังหวัดนราธิวาส ในระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค. 2563 ให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมข้อมูลโครงการต่าง ๆ ที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้พร้อม
7. ให้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้รายงานผลการดำเนินงานให้ คค. ทราบ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ
8. ตรวจสอบการซ่อมบำรุงถนนในโครงการต่าง ๆ ยังอยู่ในระยะประกัน เร่งรัดให้ดำเนินการซ่อมบำรุงให้เสร็จ หากเกินกำหนดเวลา ให้พิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และดำเนินการกับผู้รับเหมา
9. ให้ ทช. พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการซ่อมบำรุงถนนที่โอนไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมบำรุง
10. ให้ ทช. บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย แจกจ่ายน้ำอุปโภคให้แก่ประชาชน และต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการอุปโภคด้วย
11. การดำเนินการก่อสร้างทางต้องตรวจสอบคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้างต้องมีคุณภาพได้มาตรฐาน
12. การกำหนดจุดพักรถ โดยให้พิจารณาจัดทำจุดพักรถออกห่างจากถนนไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจร และจัดทำจุดพักรถสำหรับรถบรรทุก


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทล. เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทล. เตรียมความพร้อมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2563 และให้เตรียมความพร้อมในการของบประมาณ 2564 มีกำหนดการเสนอของบประมาณภายในวันที่ 24 ม.ค. 2563
2. การใช้ความเร็วรถไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในถนนขนาด 4 ช่องจราจร ให้สำรวจสายทางที่มีความพร้อม โดยต้องมีความปลอดภัยและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงาน
3. ให้ ทล. เร่งรัดการจัดทำแผนการปลูกต้นไม้มีค่าริมถนนทางหลวง ตามนโยบายรัฐบาล และรายงาน คค. ทราบ
4. ให้สำรวจจุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ หาแนวทางแก้ไขจุดเสี่ยง และสำรวจไฟฟ้าแสงสว่างในเส้นทางต่าง ๆ
5. ให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการจราจร เช่น นำโดรนมาใช้
6. เร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างและเปิดบริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี และสายบางปะอิน - นครราชสีมา ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน
7. การวางแผนด้านบุคลากร ให้นำเทคโนโลยีและจ้างบุคคล ภายนอก (Outsource) มาดำเนินงานเพื่อประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
8. การกำหนดจุดพักรถ ทางเชื่อม ให้เพียงพอ โดยให้พิจารณาจัดทำจุดพักรถออกห่างจากถนนไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร และจัดทำจุดพักรถสำหรับรถบรรทุก บริเวณพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล
9. การประชาสัมพันธ์ในโซเชียลเซนเตอร์ ของ คค. โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานเพื่อประสานการทำงานและบูรณาการร่วมกัน
10. ให้ ทล. ทช. ขบ. และ สนข. บูรณาการร่วมกันในการเตรียมความพร้อมรองรับการจราจรช่วงเทศกาลต่าง ๆ และขยายผลในช่วงเวลาปกติ
11. ให้ดำเนินการทุกเรื่องให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามหลักธรรมาภิบาลทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม
12. ส่งเสริมการใช้ยางพาราทำrubber fender barrier (กำแพงคอนกรีตที่หุ้มด้วยยางพารา) ให้เตรียมข้อมูลการดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร