กิจกรรม/โครงการสัมมนาประจำปี

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 และโครงการทางพิเศษพระราม 3  เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทล. บูรณาการข้อมูลการจราจรร่วมกันระหว่าง ทล. กับ กทพ. ให้ผู้ใช้ทางสามารถดูสภาพการจราจรผ่าน EXAT Portal Application ของ กทพ. ได้ โดยผ่านศูนย์ควบคุม (Single Command Center)
2. ให้เร่งรัดการก่อสร้าง โดยจะให้ผู้รับจ้างปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความพร้อมที่จะสามารถนำเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเริ่มการก่อสร้างได้ทันทีเท่านั้น พร้อมทั้งระบุระยะเวลาให้ชัดเจน
3. ให้ ทล. ดำเนินการก่อสร้างโดยกั้นพื้นที่ทำงานเพียงหนึ่งช่องจราจรด้านชิดเกาะกลางเท่านั้น ทำให้มีช่องการจราจรทิศทางละ 6 ช่องจราจร การติดตั้งป้ายเตือนตลอดทั้งโครงการ โดยเฉพาะจุด เข้า - ออก พื้นที่ก่อสร้าง จุดเริ่มต้น - สิ้นสุด เขตก่อสร้าง ตลอดจนติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และไฟสัญญาณเตือนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ส่วน กทพ. ดำเนินการก่อสร้างโดยกั้นพื้นที่ทำงานเพียงหนึ่งช่องจราจรด้านชิดเกาะกลางเท่านั้น
4. ให้ ทล. เว้นช่วงการก่อสร้างในพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างสะพานกลับรถกิโลเมตรที่ 11+959 และ 16+000 โดยต้องให้การก่อสร้างสะพานกลับรถแล้วเสร็จ จึงเข้าก่อสร้างทางยกระดับ เช่นเดียวกับ กทพ. ที่เว้นช่วงการก่อสร้างในพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างสะพานกลับรถ โดยต้องให้การก่อสร้างสะพานกลับรถแล้วเสร็จ จึงเข้าก่อสร้างทางยกระดับช่วง Mainline ส่วนช่วงก่อสร้างของ กทพ. ที่ซ้อนทับกับ ทล. บริเวณทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการแผนงานก่อสร้าง โดยจะไม่เข้าพื้นที่ก่อสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 เพื่อเตรียมการเข้าพื้นที่ก่อสร้างโครงการทางยกระดับพระราม 3 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ กทพ. บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนบริหารจัดการอย่างรัดกุม เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบต่อการจราจรที่อาจจะเกิดขึ้นได้
2. ประชาสัมพันธ์โครงการให้ประชาชนในพื้นที่และผู้ใช้เส้นทางทราบข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
3. ให้ ทล. และ กทพ. ระมัดระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น สัญญาณไฟ ป้ายสะท้อนแสง จัดทำป้ายบอกตารางงานก่อสร้างในแต่ละช่วงให้ชัดเจน เพื่อช่วยลดผลกระทบการจราจรติดขัดระหว่างงานก่อสร้าง


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ EMERGENCY OPERATION CENTER : EOC ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2563 โดยได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Emergency Operations Center : EOC) เพื่อรองรับสถานการณ์เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร โดยมีการประชุมร่วมกันทุกวัน เพื่อประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกัน และใช้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสาร นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมจุดคัดกรองแรกของผู้โดยสารขาเข้าที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน และมีเจ้าหน้าที่วัดอุณหภูมิ ผู้โดยสารทุกเที่ยวบิน ซึ่งผู้ที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID - 19 ผู้โดยสารจะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์และมีใบรับรองแพทย์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงจากโรค COVID - 19 รวมทั้งต้องทำ Exit scan ตรวจวัดอุณหภูมิอีกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งหากคนใดไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้ จะไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ ทั้งนี้ ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเจ้าหน้าที่จะตรวจเช็คความถูกต้องของใบรับรองแพทย์อีกครั้ง โดยท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. มีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารเพื่อรองรับและป้องกันการระบาดของโรค COVID-19 อย่างเข้มงวดทุกแห่ง


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทย. เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทย. เร่งดำเนินการนโยบายเร่งด่วน ด้านงบประมาณผูกพัน งบประมาณปี 2563 และงบประมาณปี 2564 ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินงานใช้จ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ติดตามผลการเบิกจ่ายเป็นรายสัปดาห์ และหากพบปัญหาให้รายงานผู้บริหารทราบ
2. การดำเนินการป้องกันปัญหาโรคระบาดต่างๆ และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้ ทย. กำกับดูแลดำเนินการสม่ำเสมอ รายงานผลการดำเนินงาน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบด้วย โดยใช้ช่องทางโซเชียลของ คค.
3. การเตรียมการต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยว บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจองตั๋วเครื่องบิน และบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนเพื่อจัดหาน้ำดื่มบริการภายในสนามบิน
4. เพิ่มขีดความสามารถการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยาน เตรียมความพร้อมของสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ รวมทั้งศึกษาความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเพื่อรองรับการพัฒนาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติในอนาคต และให้ทุกสนามบินเตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
5. ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการร่วมลงทุนและบริหารจัดการภายในสนามบิน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม รวมทั้งถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
6. พัฒนาบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการดำเนินงาน
7. ประสานงานกับ บวท. เรื่องการจัดการจราจรทางอากาศ หารือร่วมกันให้ชัดเจนก่อนดำเนินการพัฒนาสนามบิน
8. ทย. ได้มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า เช่น การติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ทำความสะอาดพื้นที่ภายในท่าอากาศยาน ประชาสัมพันธ์การป้องกันตนเองตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีความมั่นใจว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคได้


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ขร. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ดำเนินการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้มีความต่อเนื่อง โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างรวดเร็วชัดเจน
2.การพัฒนาโครงข่ายทางรางให้คำนึงถึงความครอบคลุมทั้งเขตเมืองและภูมิภาค พัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง เชื่อมต่อระบบการขนส่งอื่นและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงศึกษาพัฒนานวัตกรรมในระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนได้มีการเดินทางที่ความสะดวกรวดเร็วปลอดภัย
3. การวางกรอบอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน พัฒนาการรูปแบบการให้บริการในทุกโครงข่าย สนับสนุนภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมให้บริการเดินรถเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ
4. เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรางให้คลอบคลุมวางระบบการถ่ายสินค้าและผลักดันให้เป็นระบบหลักของการขนส่งสินค้าในอนาคต แก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยในพื้นที่จุดตัดทางรถไฟ
5. เคร่งครัดในมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต้องเป็นไปตามระเบียบมาตรฐานสากลในทุกพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข และผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในการป้องกันและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า


 

   
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สนข. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. การดำเนินโครงการต่าง ๆ ต้องอธิบายอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ ผลกระทบ ที่ประชาชนจะได้รับ ให้เห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งสามารถตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
2. การดำเนินการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ต้องพิจารณาถึงปัญหาการกระจุกตัวของระบบขนส่ง โดยพยายามสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับประชาชนรวมถึงทุกภาคส่วนให้เกิดการกระจายตัวของระบบโลจิสติกส์
3. มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนในการดำเนินการ นอกจากนี้ ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้โดยง่าย เพื่อป้องกันการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
4. การดำเนินโครงการต่าง ๆ ต้องให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ น้อยที่สุด โดยให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อลด หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการดำเนินโครงการ
5. การดำเนินโครงการต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการกำกับติดตามงานให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินงานของทุกโครงการ
6. เร่งรัดนำนโยบายที่ รวค. เคยมอบไว้ไปปฏิบัติ โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น การใช้ความเร็วรถ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เป็นต้น
7. ปัจจุบัน สนข. อยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านการจราจร (Traffic Impact Assessment : TIA) ซึ่งมีหลักการคล้ายกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากจะนำมาใช้จริง สนข. ต้องสร้างการรับรู้กับประชาชนในเรื่องดังกล่าวถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอนการดำเนินการต้องมีกรอบระยะเวลา ข้อปฏิบัติอย่างชัดเจน และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการดำเนินโครงการต่าง ๆ
8. สนข. ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน การนำพาองค์กรไปสู่ยุคดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์
9. ด้านอัตรากำลัง เนื่องจาก สนข. มีอัตรากำลังน้อยแต่มีภารกิจจำนวนมาก จึงต้องมีการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มากขึ้น เช่น สถาบันการศึกษาต่าง ๆ
10. ให้พิจารณาตั้งงบประมาณในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน สนข. ขอจัดตั้งงบประมาณจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับภารกิจต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการ


 

   
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทช. เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทช. เตรียมความพร้อมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2563 และการของบประมาณ 2564 โดยตรวจสอบ ความพร้อมของโครงการให้รอบคอบ
2. การแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติเมื่อดำเนินการตามนโยบายแล้ว ให้ ทช. ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานเพื่อประสานการทำงานร่วมกัน
3. การก่อสร้างทางในอนาคต ให้พิจารณาไม่สร้างเกาะกลางแบบเกาะหญ้า ให้ใช้ rubber fender barrier แทนเกาะกลางถนน รวมทั้งให้ ทช. เร่งรัดการจัดทำแผนการปลูกต้นไม้มีค่าริมถนนทางหลวง
4. ให้ศึกษาจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุ พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้แบบเรียลไทม์ นำเสนอข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น ให้ขยายผลใช้ในช่วงเวลาปกติด้วย และปัญหาจุดตัดทางแยกมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยให้พิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการสร้างวงเวียน และสำรวจไฟฟ้าแสงสว่าง ป้ายต่าง ๆ ปรับปรุงให้ชัดเจน
5. การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรสูง ให้ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการจราจรงานก่อสร้างในพื้นที่การจราจรหนาแน่น 6 มิติ ของ สนข.
6. การประชุม ครม. สัญจร จังหวัดนราธิวาส ในระหว่างวันที่ 20 – 21 ม.ค. 2563 ให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมข้อมูลโครงการต่าง ๆ ที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้พร้อม
7. ให้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้รายงานผลการดำเนินงานให้ คค. ทราบ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ
8. ตรวจสอบการซ่อมบำรุงถนนในโครงการต่าง ๆ ยังอยู่ในระยะประกัน เร่งรัดให้ดำเนินการซ่อมบำรุงให้เสร็จ หากเกินกำหนดเวลา ให้พิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และดำเนินการกับผู้รับเหมา
9. ให้ ทช. พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการซ่อมบำรุงถนนที่โอนไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมบำรุง
10. ให้ ทช. บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย แจกจ่ายน้ำอุปโภคให้แก่ประชาชน และต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการอุปโภคด้วย
11. การดำเนินการก่อสร้างทางต้องตรวจสอบคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้างต้องมีคุณภาพได้มาตรฐาน
12. การกำหนดจุดพักรถ โดยให้พิจารณาจัดทำจุดพักรถออกห่างจากถนนไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจร และจัดทำจุดพักรถสำหรับรถบรรทุก


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทล. เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทล. เตรียมความพร้อมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2563 และให้เตรียมความพร้อมในการของบประมาณ 2564 มีกำหนดการเสนอของบประมาณภายในวันที่ 24 ม.ค. 2563
2. การใช้ความเร็วรถไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในถนนขนาด 4 ช่องจราจร ให้สำรวจสายทางที่มีความพร้อม โดยต้องมีความปลอดภัยและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงาน
3. ให้ ทล. เร่งรัดการจัดทำแผนการปลูกต้นไม้มีค่าริมถนนทางหลวง ตามนโยบายรัฐบาล และรายงาน คค. ทราบ
4. ให้สำรวจจุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ หาแนวทางแก้ไขจุดเสี่ยง และสำรวจไฟฟ้าแสงสว่างในเส้นทางต่าง ๆ
5. ให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการจราจร เช่น นำโดรนมาใช้
6. เร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างและเปิดบริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี และสายบางปะอิน - นครราชสีมา ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน
7. การวางแผนด้านบุคลากร ให้นำเทคโนโลยีและจ้างบุคคล ภายนอก (Outsource) มาดำเนินงานเพื่อประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
8. การกำหนดจุดพักรถ ทางเชื่อม ให้เพียงพอ โดยให้พิจารณาจัดทำจุดพักรถออกห่างจากถนนไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร และจัดทำจุดพักรถสำหรับรถบรรทุก บริเวณพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล
9. การประชาสัมพันธ์ในโซเชียลเซนเตอร์ ของ คค. โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานเพื่อประสานการทำงานและบูรณาการร่วมกัน
10. ให้ ทล. ทช. ขบ. และ สนข. บูรณาการร่วมกันในการเตรียมความพร้อมรองรับการจราจรช่วงเทศกาลต่าง ๆ และขยายผลในช่วงเวลาปกติ
11. ให้ดำเนินการทุกเรื่องให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามหลักธรรมาภิบาลทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม
12. ส่งเสริมการใช้ยางพาราทำrubber fender barrier (กำแพงคอนกรีตที่หุ้มด้วยยางพารา) ให้เตรียมข้อมูลการดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ จท. เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2562 โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ จท. ปฏิบัติงานตามแผนงานที่กำหนดไว้ให้เรียบร้อยในการเตรียมความพร้อมพระราชพิธีเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
2. ให้ จท. จัดทำแผนปฏิบัติการรองรับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยการขนส่งทางน้ำจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) ในปี 2563
3. ให้ จท. เร่งรัดให้การจัดทำระบบการสื่อสารควบคุมการจราจรทางน้ำ
4. ให้ จท. กำกับดูแล ส่งเสริม และพัฒนาการขนส่งทางน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึง ความสะดวก ความปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนเป็นสำคัญ
5. ทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน
6. ให้ จท. ตรวจสอบ ทบทวน บทบาท หน้าที่ตามภารกิจ หากบุคลากรไม่เพียงพอให้จัดหาบุคลากรภายนอก (Outsource) หรือให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ
7. พิจารณาการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในงาน ของ จท. และควรจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร
8. ให้ จท. ดำเนินการด้วยหลักธรรมภิบาลทุกขั้นตอน ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม


 

     
     

รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 9  พ.ย. 2562 ประกอบด้วย ทปษ. ลรค. โฆษกประจำ รวค. ปกค. รปค. หน.ตรค. รอง ผอ.สนข. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. และ กป. โดย รวค. มีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ทล. พิจารณาทบทวนทางเชื่อมต่อมอเตอร์เวย์ (M6) เข้าถนนสุรนารี ให้ใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด
2. ให้ ทล. พิจารณาจุดก่อสร้างสะพานกลับรถจักรยานยนต์ บริเวณเรือนจำคลองไผ่ บนทางหลวงหมายเลข 2 จุดใหม่ไม่ให้กระทบจุดเดิม และควรชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน
3. ให้ ทล. และ ทช. พิจารณาดำเนินการตามนโยบาย นรม. รณรงค์ให้ประชาชน จิตอาสา ร่วมกันปลูกต้นไม้ริมทาง
4. ให้ ทล. พิจารณาการแก้ไขปัญหาช่องตะโก ทางหลวงหมายเลข 348 รอยต่อระหว่าง จ.บุรีรัมย์ กับ จ.สระแก้ว ให้หารือ ปกค. เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางให้กับประชาชน
5. ให้ ทล. และ ทช. บูรณาการร่วมกันในการพิจารณาแก้ไขปัญหาจุดตัดถนนทางหลวงหมายเลข 24 ตัดกับถนนทางหลวงชนบทสาย 2055 บริเวณ ต.ไพศาล บ้านเก็ม และให้ ส.ส. ในพื้นที่และประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย
6. ให้ ทล. พิจารณาทำแบริเออร์จากคอนกรีตเพื่อใช้แทนเกาะกลางถนน หากแบริเออร์หุ้มด้วยยางพาราผ่านการทดสอบแล้วจึงนำมาหุ้มแบริเออร์คอนกรีต และอธิบายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจในหลักวิศวกรรมของการใช้แบริเออร์หุ้มด้วยยางพารา
7. ให้ ทย. พิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณสนับสนุนจาก ทอท. ในการพัฒนาสนามบิน ให้ศึกษาระเบียบที่เกี่ยวข้อง และให้ทุกสนามบินเตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบของ ICAO ในปีหน้า


 

        
      

รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ทอท. และ บกท. เมื่อที่ 28 ต.ค. 2562 ประกอบด้วย ผชค. ทปษ. ปกค. รปค.(คพ.) หน.สรค. ผอต. ผยผ. รอง ผอ.สนข. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. กยผ. และ กป. โดย รวค. มีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้พัฒนาท่าอากาศยานทุกแห่งของ ทอท. ให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ปรับปรุงการให้บริการ เพื่อความสะดวกของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว
2.  สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า (Customer Satisfaction) ทอท. ต้องสร้างเครือข่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ
3. การจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล
4. ให้ ทอท. และ บกท. ทบทวนและนำเสนอ คค. ภายใน 3 เดือน  เรื่อง การรักษามาตรฐานและคุณภาพการให้บริการ กำหนดเป้าหมาย กำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ กำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน
5. มอบหมาย ปกค. ตั้งคณะทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง ทอท. บกท. บวท. และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาล
6. ให้ บกท. ต้องจัดลำดับความสำคัญ (Priority List) และกำหนดสัดส่วน (Proportion) ของการลงทุน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และ Position ที่ บกท. กำหนดไว้ และเร่งรัดแผนการจัดหาเครื่องบินอย่างเพียงพอเหมาะสมด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส ภายใน 6 เดือน


 

     
     

รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 - 27 ต.ค. 2562 ประกอบด้วย ปกค. รปค. อขบ. อทล. รอง อทช. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. และ กป. โดย รวค. มีข้อสั่งการดังนี้
1. ขอให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ในเรื่องการพัฒนา ทชม. ในระยะต่างๆ ให้ระวังเรื่องการเวนคืน ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ขอให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการที่ดี กำชับดูแลราคาการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มให้เหมาะสม
2. การประชุม ASEAN ให้ ทชม. เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
3. การห้ามปล่อยโคมในเขตปลอดภัยการบิน
4. ให้ ทล. รวบรวมข้อมูลโครงการก่อสร้างทางหลวงเชียงใหม่ – เชียงราย ที่ดำเนินการล่าช้า และแก้ไขปัญหาการคืนพื้นที่หน้าศูนย์การค้าเมญ่า บริเวณแยกรินคำ จ.เชียงใหม่ ให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน
5. ให้ ทล. และ ทช. พิจารณาใช้แบริเออร์แทนเกาะกลางในเส้นทางขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไป
6. ให้ ทล. ทช. และ ขบ. ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และรายงานผลให้ คค. ทราบ
7. ให้ รฟท. ดูแลความสะอาด และความปลอดภัย ปรับปรุงการอำนวยความสะดวกการบริการประชาชน พัฒนารางรถไฟเดิม และขยายผลโครงการ Station Y ในสถานีรถไฟฟ้าอื่น


 

        
      

รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ ขบ. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2562 ประกอบด้วย ผชค. ทปษ. ลรค. โฆษกประจำ รวค. ปกค. หน.ตรค. หน.สรค. ผอต. ผยผ. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. กยผ. และ กป. โดย รวค. มีข้อสั่งการดังนี้
1. ให้ ขบ. ศึกษาการติดตั้ง GPS ของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
2. ให้ต่อยอดนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการบริหารจัดการรถสาธารณะ
3. มาตรการ Check คน Check รถ Checking Point ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบรถให้ครบ 100%
4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับรถสาธารณะ
5. การปฏิรูปเส้นทาง ขสมก. เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน
6. การเร่งรัดศึกษาจัดให้มีสถานีขนส่งสินค้าชานเมือง กทม. เพิ่มเติม ให้ ขบ. ศึกษาการกำหนดให้รถบรรทุกติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบน้ำหนักบรรทุกที่ตัวรถ
7.การให้ข้อมูลข่าวสารทาง Social Network และสื่ออื่นๆ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจกับประชาชน

 


 

      
      

รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ณ จุดตรวจเข้มข้นรถโดยสารสาธารณะ Checking Point ณ จุดตรวจอินทร์บุรี (ขาออก) และจุดตรวจ ปั๊ม ปตท. วิบูลย์พาณิชย์ (ขาเข้า) ทางหลวงหมายเลข 32 อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.ย. 2562 ประกอบด้วย ทปษ. ลรค. ปกค. รปค.(ขส.) ตรค. ผอต. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. และ กป. ซึ่ง รวค. ได้สั่งการดังนี้
1. ให้ ขบ. เป็นหน่วยงานหลัก และบูรณาการร่วมกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง และ บขส. ในการควบคุม กำกับ ดูแลสภาพตัวรถและคนขับให้มีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุเป็นศูนย์
2. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้รีบรายงานและดำเนินการแก้ไขปัญหา
3. การตั้งจุดตรวจ Checking Point ต้องคำนึงถึงความสะดวกและปลอดภัยของประชาชน และประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง
4. ให้ ขบ. ทำรายงานจุดตรวจ Checking Point ที่มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป   
5. ให้ ขบ. ขยายผลดำเนินการกับรถบรรทุก รวมทั้งรถประเภทอื่นในระยะต่อไป   
6. รวค. แนะนำเจ้าหน้าที่ให้บริการจุดตรวจ Checking Point ต้องมีจิตบริการ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 


      
      
รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร ทดม. และ ทสภ. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ย. 2562 คณะเดินทางประกอบด้วย ทปษ. ลรค. ปกค. รปค.(คพ.) รปค.(ขส.) ตรค. ผอต. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. และ กป. โดย รวค. ได้ติดตามความคืบหน้าพื้นที่ที่ปรับปรุงตามแผนแก้ไขปัญหาความแออัด ทดม. ระบบบริหารจัดการอาคารจอดรถ 7 ชั้น ตรวจทางเลื่อนที่ชั้น 2 ติดตามการขยายพื้นที่ตรวจลงตรา VISA ON ARRIVAL ห้องควบคุมระบบกล้องวงจรปิด CCTV และตรวจติดตามความคืบหน้าที่ ทสภ. บริเวณพื้นที่ VISA ON ARRIVAL และจุดตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า และระบบกล้องวงจรปิด ห้อง control room ระบบ APPS ซึ่ง รวค. ได้สั่งการให้ ทอท. ดำเนินการดังนี้ 
1) การดำเนินการก่อสร้างที่จอดรถแห่งใหม่ที่ ทดม. การก่อสร้างควรมีการวางแผนก่อนดำเนินการก่อสร้าง ต้องชี้แจงให้ประชาชน สื่อมวลชนเข้าใจสาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า และดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนงาน
2) อาคารจอดรถที่ ทดม. ให้เร่งดำเนินการใช้ระบบอัตโนมัติในระยะเร่งด่วนภายใน 1 เดือน และให้เร่งดำเนินการจัดทำแอปพลิเคชัน AOT SMART เป็นข้อมูลเกี่ยวกับที่จอดรถที่ว่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาจอดรถ 
3) ทางเลื่อนที่ชั้น 2 ทดม. ให้ดำเนินการติดป้ายให้ชัดเจน และให้มีหลายภาษา 
4) ให้ดำเนินการใช้ระบบกล้อง CCTV เข้ามาช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบายผู้โดยสารเข้าช่องตรวจ และจัดทำแอปพลิเคชันให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ในการตรวจสอบการทำงานของกล้อง CCTV โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารระดับสูงของ คค. สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันที และจะนำเรียน นรม. ทราบด้วย และให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ 
5) การแก้ไขปัญหาความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารขาเข้า โดยจัดเจ้าหน้าที่ไปรับที่ Gate นำมาบริเวณพื้นที่รับรอง และจัดบริการน้ำดื่มให้ผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่รอตรวจหนังสือเดินทาง และหากมีช่อง Fast Track ว่าง ให้ผู้โดยสารปกติรับบริการก่อนได้ เพื่อให้ผู้โดยสารมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และให้ดูแลเรื่องความสะอาดภายในท่าอากาศยาน  
     
      
รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการจราจรแออัดบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางอโศก 3 และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ส.ค. 2562 โดย รวค. มีข้อสั่งการ ดังต่อไปนี้
1. ให้ ทล. และ กทพ. ทดสอบการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในห้องปฏิบัติการตามหลักวิศวกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และทดสอบภาคสนามพร้อมประขาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบภายใน 7 วัน จากนั้นประมวลผลและรายงานให้ คค ทราบ
2. สร้างมาตรการจูงใจในการใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ
3. นำเทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้พัฒนาโปรแดรมเชื่อมต่อข้อมูลกับ ขบ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อป้องกันอาชญากรรม ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัย ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งวางแผนบุคลากรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่จะใช้ในอนาคต
      
       
รวค. มีกำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยม ทดม. และ ทสภ. เมื่อวันพุธที่ 21 ส.ค. 2562 คณะเดินทางประกอบด้วย ทปษ. ลรค. รปค.(คพ.) รปค.(ขส.) หน.ตรค. ผอต. รอง ผอ.สนข. ผอก.ขสมก. เจ้าหน้าที่ สรค. กต. และ กป. โดย รวค. ได้ตรวจเยี่ยม ทดม. ในพื้นที่ตามแผนการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการและการบริหารจัดการผู้โดยสารขาออก และขาเข้าระหว่างประเทศ ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ อาคาร 1 และ ตรวจเยี่ยม ทสภ. ในขั้นตอนผู้โดยสารขาออก และขาเข้าระหว่างประเทศภายในอาคารผู้โดยสาร ซึ่ง รวค. ได้สั่งการให้ ทอท. ดำเนินการดังนี้ 
1) การแก้ไขปัญหาที่ความแออัด พร้อมปรับปรุง VISA ON ARRIVAL และเห็นด้วยกับการขยายเวลาเปิดเคาน์เตอร์เช็คอินจาก 3 ชม. เป็น 4 ชม. 
2) การก่อสร้างอาคารที่จอดรถใหม่ที่ ทดม. ให้เป็นไปตามแผนการก่อสร้าง และต้องโปร่งใส ให้ตรวจสอบระบบอัตโนมัติของอาคารที่จอดรถเก่า หากมีปัญหาระบบชำรุดให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา การดำเนินการปรับปรุงพื้นที่จะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้โดยสาร และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดและตรวจสอบผู้รับจ้างให้ละเอียดรอบคอบ การดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบ 
3) การใช้ทรัพยากรบุคคล ควรใช้ให้คุ้มค่าและ มีประสิทธิภาพมากที่สุด การออกแบบสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอำนวยความสะดวก จะต้องคำนึงถึงหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถใช้ประโยชน์ได้ 
4) จุดคัดกรองนักท่องเที่ยว จะต้องอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวให้ประหยัดเวลา แต่จะต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดูแลความสะอาดภายในท่าอากาศยานให้มีความสะอาดทั้งพื้นที่ 
5) ให้ ทอท. ทำรายงานเสนอแผนพัฒนาท่าอากาศยาน ประกอบด้วยแผนการดำเนินงาน ปัญหา การแก้ไขปัญหา ระยะเวลาดำเนินการ เพื่อเสนอ ครม. ในรูปแบบ Presentation ความยาวประมาณ 3-5 นาที และเพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบด้วย ให้ ทอท. จัดทำรายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงาน ให้ คค. ทราบทุกเดือน
      
      
   รวค. มีกำหนดการตรวจราชการและติดตามแผนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 18 - 19 ส.ค. 2562 คณะเดินทางประกอบด้วย ทปษ. ลรค. ปกค. รปค.(คพ.) รปค.(ขส.) อจท. อทย. อทล. อทช. อขร. สรค. กต. และ กป. โดย รวค. ได้ตรวจเยี่ยม
1) โครงการก่อสร้างของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์
2) ติดตามโครงการก่อสร้างทางหลวง 226 (บ้านสวายจีก - บ้านสองชั้น)
3) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการจัดงานแข่งขัน MotoGP 2019 ณ จ.บุรีรัมย์
4) โครงการสำคัญของหน่วยงานในสังกัด คค. ณ แขวงทางหลวงสุรินทร์
5) ตรวจติดตามการพัฒนาทางหลวงหมายเลข 2077 (สังขะ - สุรินทร์) จ.สุรินทร์ 
6) รับฟังปัญหาการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์
ซึ่ง รวค. ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด คค. ทุกหน่วยที่รับผิดชอบงานในพื้นที่ และทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน รับฟังเสียงของประชาชนก่อนจะเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อไม่ให้โครงการกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยนำมาใช้ผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกปลอดภัยทางถนน หรือใช้ในโครงการต่างๆ ของ คค. และให้หน่วยงานในสังกัด คค. ดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาในการคมนาคมขนส่งให้กับประชาชนด้วยความรวดเร็วต่อไป
 

   เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2562 เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้องประชุม A อาคารอำนวยการ สำนักงานใหญ่ ทุ่งมหาเมฆ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) นางสาวอนุรักษ์ ศรีสุระ หสสร. รก. หน.สรค. และนางทิพวรรณ มหาวรรณ นวค.ชก. สรค. ได้เป็นตัวแทนสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม (สรค.) ในการเป็นวิทยากรบรรยาย และ Share Knowledge หัวข้อ “หลักการสรุปงาน” โดยการนำเสนอในเรื่อง 1) การแนะนำ สรค. 2) กระบวนการวิเคราะห์ กลั่นกรอง ตรวจสอบเรื่อง และ 3) การสรุปงานหน้าห้อง ในโครงการจัดการอบรมให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ ของกองเลขานุการและสารบรรณ บวท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่เลขานุการของผู้บริหารระดับสูงของ บวท. ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมเป็นจำนวนมาก โดยมีการขอให้เพิ่มระยะเวลาในการบรรยายให้เพิ่มมากขึ้น เพราะได้รับความรู้ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่ดี มีการยกตัวอย่างประกอบการบรรยายที่ชัดเจน ถือว่าโครงการอบรมฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง


 

   โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การปรับทัศนคติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” ระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2562 ณ บ้านไม้ชายเลนรีสอร์ท ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม


     
     
   โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความสุข ของ สรค.” ระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมเอวัน เดอะรอยัลครูส เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
     
     

   โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน” ระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2559 ณ รีสอร์ทพิงค์พาวเวอร์บีช อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี


   

   โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “สรค. สัมพันธ์” ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2558 ณ โรงแรมเฟลิกซ์   ริเวอร์แคว รีสอร์ท  อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี