กิจกรรม/โครงการสัมมนาประจำปี 2564

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2564 เพื่อตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการเร่งด่วนและแผนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้
1. เร่งรัดให้ดำเนินโครงการแล้วเสร็จโดยเร็วและให้คำนึงถึงมาตรการความปลอดภัยในการใช้เส้นทาง โดยเฉพาะบริเวณสี่แยกและจุดตัดของถนนให้ติดตั้งแผ่นชะลอความเร็วเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ
2. ขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเคร่งครัดโดยปฏิบัติตามมาตรการอย่างต่อเนื่อง และลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อรองรับการเปิดประเทศตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
3. ให้เร่งรัดการบริหารงบประมาณตามดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ให้สำเร็จตรงตามวัตถุประสงค์โดยยึดกฎระเบียบตามหลักธรรมาภิบาลให้ชัดเจน และดูข้อมูลปฏิทินงบประมาณ หากเกิดปัญหาให้เร่งดำเนินการแก้ไข
4. การจัดทำแผนการดำเนินงานให้ศึกษาและทบทวนอย่างรอบคอบ
5. ติดตามโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier: RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post RGP) เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและเป็นการสร้างความปลอดภัยทางท้องถนน
6. ขอให้ ทล. และทช. มีโครงการถนนสวยงามอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งโครงการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
7. ให้ประสานงานกับหน่วยงานในท้องที่เพื่อให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง
8. ต้องพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางบกให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการขนส่งทางอากาศต่อไป


 

     
     

นรม. พร้อมด้วย รอง นรม. และ รมว.สธ. และ รวค. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ณ สถานีกลางบางซื่อ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2564 โดย นรม. กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องของการฉีดวัคซีน โดยได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ มีแผนการกระจายวัคซีน 3 ช่องทาง คือ 1.ผ่านระบบหมอพร้อม ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 7 ล้านคน 2. ช่องทางเสริมระบบหมอพร้อม โดยการลงทะเบียนที่จุดบริการฉีดวัคซีน ในกรณีที่มีวัคซีนสนับสนุนเพียงพอ 3. การกระจายวัคซีนเชิงยุทธศาสตร์ โดยการจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ อาทิ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยสามารถยื่นเรื่องให้กับกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรวัคซีนได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าทุกคนในประเทศไทยจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนได้อย่างทั่วถึงแน่นอน โดยวันนี้ ถือเป็นวาระที่ดีที่เราทุกคนจะต้องให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาช่วยอำนวยความสะดวก ในการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลแก่ประชาชนไม่เฉพาะที่สถานีกลางบางซื่อ แต่รวมถึงศูนย์ฉีดวัคคซีน ทั่วกรุงเทพฯ ด้วย


 

     
     

รอง นรม. และ รมว.สธ. พร้อมด้วย รวค. ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2564 ณ สถานีกลางบางซื่อ จตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยเยี่ยมชมการให้บริการฉีดวัคซีนบริเวณพื้นที่ ได้แก่ จุดชั่งน้ำหนัก วัดความดัน จุดลงทะเบียน เซ็นใบยินยอม จุดฉีดวัคซีน และจุดพักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่ง รวค. กล่าวว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีเป้าหมายในการดำเนินการอย่างแรก คือ เป็นศูนย์ฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานด่านหน้า (Front Line) ในการให้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภททั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแผนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายข้างต้นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อแห่งนี้ วันละประมาณ 10,000 คน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้บริการ ฉีดวัคซีนได้ประมาณ 5,000 คน วันที่ 25 พ.ค. 2564 ฉีดวัคซีนได้ 7,371 คน และในวันนี้ 26 พ.ค. 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 14.00 น. ฉีดวัคซีนไปแล้ว 5,559 คน การให้บริการของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 

     
     

รอง นรม. และ รมว.สธ. พร้อมด้วย รวค. และคณะ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์ฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 นอกโรงพยาบาลที่จะเปิดให้บริการฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายนนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2564 โดย รอง นรม. และ รมว.สธ. กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลที่สถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานที่ถือว่ามีความพร้อมและเหมาะสมในการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดย สธ. และ คค. ได้ร่วมกันบูรณาการให้เป็นสถานีฉีดวัคซีนที่เป็นรูปธรรม โดยจะสามารถฉีดได้ประมาณ 10,000 คนต่อวัน  โดยจะเริ่มจากกลุ่มบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งสาธารณะ ที่มีอยู่ประมาณ 300,000 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากในการให้บริการ ต้องสัมผัส พบปะกับประชาชนจำนวนมาก จะทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้บริการขนส่งธารณะ ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงคมนาคม และหลังจากนั้น จะให้หน่วยงานราชการต่างๆ เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นลักษณะกลุ่มองค์กรต่อไป ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ รวค. กล่าวว่า ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดสรรพื้นที่ภายในสถานีกลางบางซื่อสำหรับใช้เป็น “ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ” เพื่อให้บริการแก่ประชาชน และผู้ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย สธ. จะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาวัคซีนและบุคลากรทางการแพทย์โดยกรมการแพทย์และสถาบันโรคผิวหนังเป็นหน่วยงานหลัก ในการดูแลและให้บริการฉีดวัคซีนแต่ละวัน ส่วน คค. จะรับผิดชอบในเรื่องสถานที่และเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก


 

     
     

รวค. เดินทางไปเป็นประธานเปิดทดลองเพื่อเดินรถเสมือนจริงโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2564 ณ สถานีกลางบางซื่อ โดย รวค. กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไทย ทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งถือเป็นรูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพในด้านการใช้พลังงานช่วยสนับสนุนการขนส่งที่ยั่งยืน การแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่น PM 2.5 กระทรวงคมนาคมพยายามส่งเสริมและมุ่งมั่นผลักดันเพื่อให้การขนส่งทางรางเป็นรูปแบบการเดินทางหลักของประเทศ จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนารถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอย่างต่อเนื่องของประเทศไทย การพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ยกระดับการเดินทางของประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น


 

     
     

รวค. และคณะ เดินทางไปตรวจความพร้อมของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2564 เพื่อดูความพร้อมก่อนเปิดให้บริการประชาชนในปลายปี 2564 โดยได้ทดลองโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ซึ่งมีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร จำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีบางซ่อน บางบำหรุ และตลิ่งชัน จากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในครั้งนี้ รฟท. จะต้องซ่อมบำรุงในส่วนที่เป็นสถานี ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จมานานและไม่ได้เปิดใช้บริการ ต้องมีการปรับพื้นทางให้ได้มาตรฐานเพื่อให้สามารถเดินรถได้เต็มประสิทธิภาพ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงจากสถานีบางซื่อ - ตลิ่งชัน ใช้ระยะเวลาประมาณ 15 นาที หากใช้รถยนต์อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชนเดินทางจากใจกลางกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย โดย รฟท. จะทดลองเดินรถเสมือนจริงในเดือน มี.ค. 2564 และมีแผนการซ่อมบำรุงระหว่างเดือน ม.ค. - เม.ย. 2564 ซึ่งในเดือน เม.ย. 2564 ระบบทุกอย่างจะสมบูรณ์ การบริหารการใช้พื้นที่ของสถานีกลางบางซื่อ ทำให้สถานีกลางบางซื่อเป็น Smart Station เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มผลิตสินค้า OTOP ใช้เป็นตลาดจำหน่ายสินค้า OTOP อย่างยั่งยืน นำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพื่อลดต้นทุน บริหารโดยยึดหลักกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และ รฟท. จะต้องรายงานแผนการใช้พื้นที่ต่อ คค. ภายใน 1 สัปดาห์